
‘สนธิรัตน์’เปลี่ยนโฉมผลิตไฟ ดัน5แผน‘ดิสรัปชัน’พลังงาน
“สนธิรัตน์” จี้วงการพลังงาน เร่งปรับตัวรับ “ดิสรัปชัน” รับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชุมชน ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน หวังกดค่าไฟฟ้าตํ่ากว่า 3.6 บาทต่อหน่วย ขณะที่ “กุลิศ” รับลูกดัน 5 แผน ดันต้นแบบแซนด์บ็อกซ์ซื้อขายไฟฟ้า
ในงานสัมมนา “Energy Disruption : พลังงานไทย ยุค...ดิสรัปชั่น” จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้รับเกียรติจากนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงวิสัยทัศน์ด้านพลังงานว่า ขณะนี้ดิสรัปชันได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน ที่ทุกฝ่ายจะต้องเร่งปรับตัวจากอดีตเคยมีพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก และมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ แต่สิ่งเหล่านี้ กำลังจะเปลี่ยนไป จากกระแสดิสรัปชันจะทำให้เกิดทิศทางพลังงานที่สำคัญในอนาคต
ดังนั้น ความมั่นคงด้านพลังงาน จากอดีตที่เคยกังวลว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลจะหมดไป แต่จากนี้ไปพลังงานหมุนเวียนจะเข้ามาแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล เห็นได้จากที่ผ่านมา พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เป็นทางเลือกผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ แต่ก็ถูกดิสรัปต์ ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป) ทำให้ประชาชนจะสามารถติดตั้งผลิตไฟฟ้าใช้เอง และส่วนที่เหลือสามารถขายเข้าระบบได้ หรือผู้บริโภคกลายเป็นผู้ผลิตและผู้ขายไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบมากขึ้น
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ไปกำหนดนโยบายพลังงานเป็นเรื่องของทุกคน (Energy for all) ช่วยดูแลผลกระทบให้กับประชาชน และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามทิศทางพลังงานของโลก ที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน และการใช้เชื้อเพลิงที่สะอาด ที่จะต้องผลักดันให้เกิดการพลังงานชุมชน จากการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น จากพลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวลและก๊าซชีวภาพ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงพลังงาน ผ่านการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งเรื่องนี้จะเร่งรัดให้เกิดขึ้นโดยเร็ว และเปิดโอกาสให้ภาคชุมชนเข้ามาร่วมลงทุนกับภาคเอกชน และจะเปิดให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ด้วย
นอกจากนี้ การจะสนับสนุนให้โรงไฟฟ้าชุมชน ประสบความสำเร็จ คือ การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy storage) ที่จะเข้ามาช่วยกักเก็บพลังงานส่วนเกิน หรือไฟฟ้าเหลือทิ้ง และ Energy storage จะเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมไฟฟ้า ที่จะมารองรับการผลิตไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ฉะนั้นการเดินคู่ขนานระหว่าง Energy storage กับ รถ EV จะเป็นทิศทางของประเทศในอนาคตที่ต้องเร่งปรับตัวสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ไม่เช่นนั้น จะเกิดการย้ายฐานการผลิตไปสู่คู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย
นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นเมื่อดิสรัปชัน เกิดขึ้นแล้ว ค่าไฟฟ้า 3.6 บาทต่อหน่วย ที่กำหนดอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือแผนพีดีพี ตลอด 20 ปี ควรมีทิศทางจะต้องถูกลง เพราะมีพลังงานทดแทนเข้ามาผสมผสานกับฟอสซิล และมี Energy storage ที่มาช่วยเก็บพลังงานส่วนเกิน ลดต้นทุนผลิตไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้จะเป็นทิศทางของแผนพีดีพี ที่จะปรับปรุงใหม่ให้มีความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในด้านราคาพลังงานที่จะถูกลง และการเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้าอาเซียน ก็จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ
นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลังงาน ยุค...ดิสรัปชัน” ว่า นโยบายของกระทรวงพลังงานเพื่อรองรับยุคดิสรัปชัน ประกอบด้วยหลักการ 4 D และ 1 E คือ 1.DIGITALIZATION จะยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็นสมาร์ทกริด 2.DECARBONIZATION ส่งเสริมการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ชีวภาพ ชีวมวล เพื่อยกระดับราคาสินค้าเกษตร ผ่านการผลิตและใช้ B7 B10 และ B20
3.ELECTRIFICATION ขยายระบบโครงข่ายรถไฟฟ้าส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 4.DECENTRALIZATION สนับสนุนการส่งผ่านกระแสไฟฟ้าผ่านระบบสายส่ง และนอกระบบสายส่ง เพื่อให้มีการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันในรูปแบบ P2P สนับสนุนการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชนสำรวจและจัดทำแผนที่เครือข่าย พลังงานทั่วประเทศให้มีความชัดเจน ในการเชื่อมโยงโรงไฟฟ้าระดับชุมชน ทั่วประเทศสนับสนุนการสร้างความสมดุลของพื้นที่ไฟฟ้าในทุกภูมิภาค เช่นในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC และภาคใต้
5.DE-REGULATION โครงการ Sandbox เพื่อให้เกิด การพัฒนาและทดสอบนวัตกรรม ด้านพลังงานส่งเสริมให้เกิดสตาร์ตอัพ และกฎเกณฑ์การนำเงินกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาใช้สนับสนุนธุรกิจ พลังงานชุมชน
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,494 วันที่ 8 - 10 สิงหาคม พ.ศ. 2562








