thansettakij
thansettakij
เชื่อมโยงใบสั่งจราจรส่อเค้าวุ่น เริ่มดีเดย์ตัดแต้มไม่เกิน19ธค.นี้

เชื่อมโยงใบสั่งจราจรส่อเค้าวุ่น เริ่มดีเดย์ตัดแต้มไม่เกิน19ธค.นี้

29 พ.ค. 62 | 08:24 น.

ส่อเค้าวุ่นไม่จบการเชื่อมโยงระบบใบสั่งจราจร ล่าสุด บก.จร.เผยคนไทยไม่เคารพกฎหมาย เบี้ยวจ่ายใบสั่งกว่า 85% ยอดกระทำผิดพุ่ง 100% เผยตำรวจอู้ฟู่โกยรางวัลนำจับปีละ 5 พันล้านบาท ด้านตัดแต้มใบขับขี่คาดใช้ระบบ 12 แต้มเริ่มดีเดย์ไม่เกิน 19 ธ.ค.นี้

เชื่อมโยงใบสั่งจราจรส่อเค้าวุ่น เริ่มดีเดย์ตัดแต้มไม่เกิน19ธค.นี้

พ.ต.อ.เอกราช ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง เปิดเผยว่าแม้ว่ากรมการขนส่งทางบก(ขบ.)จะได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)จะเร่งเดินหน้าเชื่อมโยงระบบใบสั่งจราจร(PTM) เพื่อแก้ไขปัญหาด้านทะเบียนและค่าปรับใบสั่งโดยได้ตั้งคณะทำงานร่วมโดยพัฒนาระบบในการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์เพื่อให้ทั้งสองหน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูลและใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบการกระทำผิดต่างๆได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพและมีความพร้อมให้บริการประชาชนที่กำหนดจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ตค.2562 นี้อย่างจริงจัง

สำหรับสาเหตุที่สำคัญของปัญหาอุบัติเหตุในประเทศไทย คือผู้ขับขี่ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร จากตัวเลขสถิติผู้เสียชีวิตตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึงวันที่ 28 พ.ค.นี้ มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั้งหมด 6,954 ราย และผู้บาดเจ็บทั้งหมดราว 412,000 ราย หรือมีค่าเฉลี่ย 1,400 ราย/เดือนและ 80,000 ราย/เดือน ตามลำดับ สอดคล้องกับสถิติผู้ทำผิดกฎหมายจราจรที่มีปริมาณมากขึ้นถึง 100% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงมีสถิติการกระทำผิดซ้ำมากถึง 20% ตลอดจนมีประชาชนที่ค้างใบสั่งไม่ยอมจ่ายค่าปรับตามระบบมากกว่า 85% ของการออกใบสั่งทั้งหมด 

 

 

 

พ.ต.อ.เอกราชกล่าวต่อว่าตัวเลขสถิติการออกใบสั่งย้อนหลังราย 3 ปีโดในปี 2560 มีการออกใบสั่งทั้งหมด 5.2 ล้านใบ พบว่ามีผู้กระทำผิดกฎหมายซ้ำ 1.2 ล้านรายหรือคิดเป็น 20% ของทั้งหมด ส่วนในปี 2561 มีการออกใบสั่งทั้งหมด 11 ล้านใบ คิดเป็นการขยายตัวมากกว่า 1 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้มาชำระเพียง 1.3 ล้านใบ และมีใบสั่งตกค้างในระบบราว 9.7 ล้านใบคิดเป็นมากกว่า 85% 

ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 พบว่ามีการออกใบสั่งทั้งหมด 7 ล้านใบและมีใบสั่งที่ยังไม่ถูกชำระค้างอยู่ในระบบมากถึง 5.9 ล้านใบคิดเป็น 84% ของทั้งหมด ส่วนเงินค่าปรับจากใบสั่งที่อยู่ในระบบนั้นเฉลี่ย 500 บาทต่อใบหรือคิดเป็น 5,500 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ประชาชนสามารถตรวจสอบว่าตนเองค้างใบสั่งอยู่หรือไม่ได้ที่ www.ptm.police.co.th และแอพพลิเคชั่น policeserveyou ในอนาคต รวมถึงแอพพลิเคชั่น policeiloveyou 

พ.ต.อ.เอกราชกล่าวอีกว่าส่วนเรื่องการตัดแต้มใบขับขี่ตามกฎหมายใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ภายใน 19 ธ.ค. 2562 นี้ ตามเงื่อนไขของกฎหมายใหม่ที่กำหนดขอบเขตไว้ ขณะนี้ยืนยันว่าผู้กระทำผิดกฎจราจรจะถูกตัดแต้มและบันทึกลงใบขับขี่ หลังจากนี้จะไปศึกษาโมเดลจากหลายประเทศ เพื่อกำหนดแต้มว่าจะมีเท่าไหร่ เช่น กำหนดแต้ม 12 แต้ม หากโดนตัดแต้มบางส่วนจะต้องโดนส่งไปอบรมวินัยจราจรกับกรมขนส่งทางบก(ขบ.) และหากโดนตัดแต้มทั้งหมดจะต้องถูกพักใช้หรือยึดไปขับขี่ รวมถึงเพิกถอนใบขับขี่หากมีการทำผิดซ้ำ

ด้านแหล่งข่าวของกระทรวงคมนาคมรายหนึ่งระบุว่า จากการที่ฝั่งตำรวจได้เคยศึกษามาพบว่าแนวทางที่เหมาะสมคือ 12 แต้ม หากประชาชนถูกตัดคะแนนหมดทั้ง12 แต้มจะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 90 วัน และหากถูกพักใบอนุญาตขับขี่ติดต่อกัน 3 ครั้งครั้งที่ 3 จะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 1 ปี และเมื่อครบกำหนดแล้วกลับมาใช้ใบอนุญาตขับขี่แต่ถูกตัดคะแนนหมด 12 แต้มอีกครั้งจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่เป็นระยะเวลา 3 ปี หลังจากนั้นจึงจะยื่นขอทำอนุญาตใบขับขี่กับกรมการขนส่งได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามหากประชาชนกระทำความผิดแต่คะแนนยังไม่หมดภายใน 1 ปีคะแนนจะกลับเข้าสู่ระบบใหม่แต่หากไม่ต้องการรอจนครบ 1 ปีสามารถยื่นคำร้องเพื่อขอเจ้ารับการอบรมกับทางโรงเรียนสอนขับรถที่ได้รับอนุญาตจากกรมขนส่งฯและนำคะแนนมายื่นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นผู้แจ้งว่าถูกตัดคะแนน คะแนนก็จะกลับเข้าระบบตามเดิม 

“ในปีที่ผ่านมาจากยอดรายได้จากใบสั่งของตำรวจทั้งหมด 5,500 ล้านบาท มีสัดส่วนการแบ่งค่าปรับรางวัลนำจับดังนี้ นำส่งท้องถิ่นและรัฐบาลหรือแผ่นดิน 55% คิดเป็น 3,025 ล้านบาท ขณะที่อีก 45% คิดเป็น 2,475 ล้านบาทนั้นตกเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แบ่งเป็น ตำรวจผู้จับ 1,485 ล้านบาท คิดเป็น 27% และทีมงานตำรวจผู้สนับสนุนอีก 990 ล้านบาท คิดเป็น 18% ของทั้งหมด ตำรวจราจรแต่ละคนจะได้รับเงินส่วนแบ่งค่าปรับได้คนละไม่เกิน 1 หมื่นบาทต่อเดือน อย่างไรก็ตามขณะนี้นโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องการให้ยกเลิกรางวัลนำจับดังกล่าวเพราะทำให้ตำรวจเสียภาพลักษณ์และถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างมาก โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะให้ตอบแทนอื่นๆทดแทนได้ อาทิ คิดเป็นค่าล่วงเวลา เป็น