thansettakij
thansettakij
"ม.หอการค้า" ชี้! "รัฐบาลผสม" นโยบายชัดก็ขับเคลื่อนได้

"ม.หอการค้า" ชี้! "รัฐบาลผสม" นโยบายชัดก็ขับเคลื่อนได้

26 มี.ค. 62 | 09:28 น.
อัปเดตล่าสุด :27 มี.ค. 62 | 02:46 น.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญมากสำหรับประเด็นเรื่องของการเมือง ไม่ว่ารัฐบาลผสมจะเป็นอย่างไรก็ตาม ขอให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ และมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนไทยและต่างประเทศได้

"การเลือกตั้งอาจจะมีรัฐบาลผสม มีการยุบสภาเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ถ้านโยบายชัดเจนและต่อเนื่องเศรษฐกิจก็จะขับเคลื่อนได้ แต่อาจจะไม่สูง เพราะฉะนั้น การเติบโตของประเทศในช่วง 1-2 ปี ที่โตอยู่ในกรอบใกล้เคียง 4% ยังเป็นส่วนที่ประเทศไทยน่าจะได้โอกาสฟื้นตัวและเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ"

 

"ม.หอการค้า" ชี้! "รัฐบาลผสม" นโยบายชัดก็ขับเคลื่อนได้
⇲ ธนวรรธน์  พลวิชัย

 

อย่างไรก็ตาม หากการเมืองยิ่งเข้มแข็ง มีรัฐบาลผสมที่เข้มแข็ง มีที่นั่งเสียงข้างมากในสภาได้มาก ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และหากมีนโยบายที่โดดเด่น เศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานการเติบโต 4-4.5% ได้ง่ายในช่วง 2 ปีข้างหน้า

"ตอนนี้เป็นเรื่องที่ยากที่จะคาดเดาเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง เพราะสิ่งที่สำคัญ ก็คือ เรายังไม่ทราบที่นั่งที่ชัดเจน ขณะนี้ก็ยังมีความก้ำกึ่ง ว่า ทั้ง 2 แกนสำคัญ ทั้งพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทย คงจะพยายามจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นการยากที่จะคาดเดาว่าพรรคใดจะได้เป็นแกนนำสำคัญ"

อย่างไรก็ตาม หากดูโครงสร้างจากรัฐธรรมนูญคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการพิจารณาเรื่อง ส.ว. เข้ามาโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจากประเด็นดังกล่าวน่าจะทำให้เห็นภาพของนายกฯ แบบกลาย ๆ ว่า อาจจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และยิ่งหากพลังประชารัฐสามารถจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคการเมืองเข้ามาอยู่เกิน 360 เสียงได้ ก็จะยิ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ความมั่นคงทางการเมืองยิ่งเข้มแข็งขึ้น

ด้าน การค้าขาย เชื่อว่า การส่งออกยังส่งออกได้ ขณะที่ การท่องเที่ยวก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะการเมืองนอกสภาฯ ไม่เกิดขึ้น ไม่มีการชุมนุมหรือประท้วง สินค้าเกษตรราคาดีขึ้นตามมาตรฐานของโลก หรือ กลไกลของตลาดโลก น้ำมันนิ่งทรงตัวสูงราคาสินค้าเกษตรจะดีขึ้น ประเทศไทยจะมีโครงสร้างของการปรับตัวไปตามภาวะข้างนอก โดยไม่มีปัจจัยลบข้างในเข้ามาเสริม จะเป็นภาพที่เศรษฐกิจจะนิ่ง และค่อย ๆ ฟื้นเล็ก ๆ ได้ตามโครงสร้าง แต่ถ้าการเมืองจะเห็นภาพชัดใน 2 เดือน หรือ เดือน มิ.ย. เวลานั้นค่อยมาประเมินกันอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ยิ่งมีการจัดตั้งรัฐบาลเร็ว มีการนำเสนอนโยบายต่อสภาฯ เร็ว รัฐบาลใหม่จะขับเคลื่อนนโยบายได้ การกระตุ้นเม็ดเงินเศรษฐกิจใหม่ หรือ นโยบายใหม่น่าจะออกประมาณปลายไตรมาส 3 หรือ ต้นไตรมาส 4

"การเร่งเบิกจ่ายทั้งไตรมาส 3 และไตรมาส 4 เชื่อว่า เม็ดเงินของการลงทุนในระดับ 2-3 แสนล้านบาท น่าจะอยู่ในท่ออยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจ"

ส่วนการส่งออกน่าจะขยายตัวได้ 4% ราคาสินค้าเกษตรน่าจะทยอยดีขึ้นไม่น่าจะทรุดตัวลง ส่วนการท่องเที่ยวน่าจะได้ 40 ล้านคน สามารถพยุงเศรษฐกิจไทยได้ เพียงแต่ความหวือหวาชัดเจนคงจะเกิดขึ้นปลายปี ถ้ารัฐบาลใหม่มั่นคงและมีนโยบายที่ชัดเจนก็จะกระตุนเศรษฐกิจกิจปีหน้าให้โตเกิน 4% ได้ง่าย ซึ่งจะต้องมาพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้มีการรับรองการเลือกตั้งทั้งหมด"

ส่วนมาตรการที่จะออกมาควรเป็นมาตรการลงทุนในระยะยาว เพื่อดึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุน ยิ่งปีนี้ไทยเป็นประธานอาเซียน หากสามารถทำการเมืองให้นิ่ง นักลงทุนหรือนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นปกติ ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคงจะเป็นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตร เป็นการส่งเสริมการจ้างงานและการลงทุนในพื้นที่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลชุดปัจจุบันจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาภัยแล้งและปัญหาฝุ่น โดยเรื่องดังกล่าวนี้จะทำให้ภาคการเกษตรเติบโตได้

 

"ม.หอการค้า" ชี้! "รัฐบาลผสม" นโยบายชัดก็ขับเคลื่อนได้