
“ศิริ”แนะรมว.พลังงานคนใหม่ สานต่อประมูลปิโตรเลียม
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ภายหลังการเลือกตั้งและจัดตั้งรมว.พลังงาน คนใหม่ ไม่ได้กังวล โดยงานที่ยังค้างอยู่นั้น คือ รมว.พลังงานคนใหม่จะเข้ามาเตรียมความพร้อมเปิดประมูลปิโตรเลียมรอบใหม่ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะที่การเปิดประมูลโรงไฟฟ้าภาคเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี) โดยเฉพาะในภาคตะวันตก ก็ไม่ได้กังวล เพราะอยู่ในแผนพีดีพี 2018 อยู่แล้ว
วันนี้(25 มีนาคม 25612) กระทรวงพลังงาน ร่วมกับนายโรแบรโต้ บาคคา ประธานด้านพลังงานและผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตและกรรมการบริหารสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum หรือ WEF) แถลงข่าว “อาเซียนกับการเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านระบบพลังงานต่อการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคต” โดย WEF ได้จัดอันดับประเทศไทย ด้านความพร้อมของระบบพลังงานต่อการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตประจำปี 2562 ให้อยู่ลำดับที่ 51 ของโลก จากทั้งหมด 115 ประเทศทั่วโลก
สำหรับสาเหตุที่ไทยเลื่อนลำดับขึ้น เนื่องจากพลังงานไทยมีความมั่นคง ไม่สร้างก๊าซเรือนกระจกมากเกินไป และประชาชนเข้าถึงได้ และยังได้รับคำชื่นชมว่าไทยได้ก้าวสู่การใช้พลังงงานหมุนเวียนเป็นพลังงานหลักของประเทศมากขึ้นแล้ว รวมทั้งสัดส่วนพลังงานทดแทนจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 20% เป็น 35% ของสัดส่วนพลังงานทั้งหมดในอีก 20 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ไทยมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะการมีก๊าซธรรมชาติในประเทศถึง 60% ของความต้องการใช้ในประเทศ อย่างน้อย 15 ปี โดยเฉพาะการมีก๊าซฯจากแหล่งเอราวัณและบงกช ที่เพิ่มประมูลเสร็จสิ้นเมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ในปี 2565 เป็นต้นไป จะส่งผลให้ราคาก๊าซฯ ไม่สูงเกินไป และมีโอกาสให้ค่าไฟฟ้าถูกลงได้
ขณะที่โครงการโซลาร์ภาคประชาน ตามแผน 20 ปี 1 หมื่นเมกะวัตต์ ต้องใช้บุคลากรที่เชี่ยวชาญและรองรับการเติบโตดังกล่าว ดังนั้นต้องพัฒนาบุคลากรตั้งแต่สายวิชาชีพ ปวส.ให้มีความรู้ความชำนาญด้านการติดตั้ง การออกแบบระบบโซลาร์ให้เชื่อมต่อระบบสายไฟฟ้าของประเทศ การมีความรู้ด้านระบบแบตเตอรี่สำรอง รวมทั้งในอนาคตไทยจะก้าวไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) ที่ต้องชาร์จไฟฟ้า ซึ่งต้องมีบุคคลากรที่มีความพร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ดังกล่าวมากขึ้น
นายโรแบรโต้ บาคคา ประธานด้านพลังงานและผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตและกรรมการบริหารสภาเศรษฐกิจโลก กล่าวว่า ชาติในอาเซียนจะมีบทบาทสำคัญต่อการเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านระบบพลังงานต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และจะเป็นชาติที่มีความพร้อมในการปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการริเริ่มแนวทางการกำหนดนโยบายพลังงานในรูปแบบใหม่ๆ และการหาพันธมิตรความร่วมมือทางพลังงาน จะเป็นแก่นสำคัญของการรับมือความท้าทายทางพลังงานของอาเซียน เนื่องจากจะไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งที่ระบบพลังงานจะพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตได้เพียงประเทศเดียว และถือได้ว่าชาติในอาเซียน อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่แสดงความเป็นผู้นำในการผลักดันกลยุทธ์ระดับประเทศและระดับภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยภายใต้การเป็นประธานอาเซียนของประเทศไทย ในปี 2562 นี้ World Economic Forum พร้อมจะให้การสนับสนุนแผนพัฒนาความพร้อมสู่ระบบพลังงานในอนาคตของอาเซียน โดยจะได้ใช้ประโยชน์จากดัชนีวัดความพร้อมของระบบพลังงานของประเทศต่อการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคต ควบคู่ไปกับความร่วมมือด้านพลังงานผ่านเวทีของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชาติในอาเซียน รองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต








