
“ประยุทธ์” ชู 5ด้านสร้างการเติบโตร่วมอาเซียน-อินเดีย
รู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีที่ได้มาเป็นประธานเปิดงาน ASEAN - India Expo and Forum 2017 ในโอกาสครบรอบ 25 ปีความสัมพันธ์อาเซียน - อินเดีย ในวันนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้บริหารจากภาครัฐและภาคธุรกิจชั้นนำของอาเซียน และอินเดียจะได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกันเพื่อเปิดมุมมองทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่การสร้างความเชื่อมโยงทางสังคม และเศรษฐกิจ และความเจริญเติบโตร่วมกันต่อไป
ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากพลวัตการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ของโลก (Megatrend) โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้ม ขยายตัวช้าและมีความเสี่ยงจากความผันผวนในระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกในเกณฑ์สูง จากความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนนโยบายของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ อาทิ สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร กรณีของ Brexit ความผันผวนของราคาน้ำมัน และราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก การเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เกิด ยุคอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่งทุกอย่าง(Internet of Things) รวมถึงสถานการณ์การเมือง ระหว่างประเทศ และสถานการณ์ความไม่สงบในหลายประเทศ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผล กระทบโดยตรงต่อระบบการค้าโลก จึงถึงเวลาที่ภูมิภาคเอเชียต้องผนึกกำลังกันเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและยั่งยืนในระยะยาวบนพื้นฐานของการเจริญเติบโต ไปด้วยกัน
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และอินเดียถือเป็นส่วนหนึ่งในกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกหากสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสอดประสานแล้ว นับว่าจะทำให้เกิดอำนาจในการต่อรองและเป็นตลาดใหญ่ที่มีพลังก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมได้
ในส่วนของอาเซียนประกอบด้วยสมาชิก10 ประเทศที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมถึงมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน การรวมตัวของอาเซียนและการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) หรือ AEC ทำให้ เกิดการดึงศักยภาพของภูมิภาคมาใช้อย่างเต็มที่ เกิดตลาดและฐานการผลิตที่สำคัญของโลก โดยประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้กำหนดยุทธศาสตร์ AEC 2025 เพื่อยกระดับการรวมตัวด้านการค้า การลงทุน การเงิน และการเคลื่อนย้ายบุคลากร การเสริมสร้าง ความสามารถในการแข่งขันการเชื่อมโยงและความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่สำคัญการพัฒนา อย่างครอบคลุมและทั่วถึงในทุกระดับ และการทำให้อาเซียนมีบทบาททางเศรษฐกิจ ที่สำคัญของโลกอย่างแท้จริง ทั้งนี้ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจของสมาชิกอาเซียนแต่ละ ประเทศ รวมถึงการเป็นภูมิภาคที่เปิดรับทั้งโอกาสและความท้าทายที่มาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัฒน์ และการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุค 4.0 (Industrial 4.0) ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต จะผลักดันให้สมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศสามารถปรับตัวเข้าสู่ โลกในยุคอนาคตได้อย่างรวดเร็วและกลมกลืน
กรณีของไทยที่ได้เริ่มปรับตัวเข้าสู่โมเดลใหม่ของประเทศที่เรียกว่า "Thailand 4.0" ซึ่งเป็นรูปแบบทางเศรษฐกิจที่เน้นการสร้างมูลค่า (value-based economy) และการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (innovation-driven economy) โดยมี หัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้าง "คนไทย 4.0" ให้มีทักษะความรู้ความสามารถในวิทยาการ สมัยใหม่ พร้อมรองรับความต้องการของตลาดและภาคธุรกิจ และพร้อมต่อการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคมอย่างยั่งยืน
สำหรับความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงที่เกื้อหนุนทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและอินเดียเป็นความสัมพันธ์อย่างรอบด้านทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาใน ฐานะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) มาตั้งแต่ปี 2535 และ ครบรอบ 25 ปี ในปีนี้ ทำให้เกิดศักยภาพในการช่วยกันยกระดับการพัฒนาในด้านต่างๆ ร่วมกัน พร้อมทั้งได้มีการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียน – อินเดีย โดยมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2553 ครอบคลุมทั้งเรื่องการเปิดเสรีทางการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน
นอกจากนี้การพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่ง และโลจิสติกส์ระหว่างอินเดียและอาเซียน ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ จะเป็นปัจจัยสำคัญ ในการอำนวยความสะดวกทางการค้า การบริการและการลงทุน รวมทั้งช่วยลดต้นทุน ด้านโลจิสติกส์ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ อาทิ การพัฒนาพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เพื่อเป็นประตูเชื่อมโยงสู่อาเซียนผ่านโครงการ Trilateral Highway Project ที่อินเดียสนับสนุนการสร้างทางหลวงเชื่อม 3 ฝ่าย อินเดีย - เมียนมา - ไทย และเชื่อมโยงไปยังกัมพูชา ลาว และเวียดนาม รวมถึงพัฒนา Mekong - India Economic Corridor เพื่อเป็นเส้นทางลัดเชื่อมโยงภูมิภาคลุ่มแม่น้ าโขงกับอินเดียฝั่งตะวันออกโดยจะะเชื่อมเส้นทางทั้งทางบกและทางน้ำ ผ่านทางโฮจิมินห์– พนมเปญ – กรุงเทพฯ – ทวาย - เจนไน เข้าด้วยกัน โดยมีทวายเป็นประตูสำคัญในการเข้าสู่อาเซียน ตลอดจน สนับสนุนการเปิดน่านฟ้าเสรีกับอาเซียนด้วย
ปัจจัยสำคัญที่จะดึงศักยภาพและสร้างความเจริญเติบโตร่วมกันของอาเซียน และอินเดีย เราจำเป็นต้องเร่งพัฒนาและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญร่วมกัน 5 ด้าน ดังนี้
1. การพัฒนาภาครัฐดิจิทัล โดยเน้นบทบาทในการเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) เพื่อยกระดับการบริหารราชการและการให้บริการประชาชน การเพิ่มประสิทธิภาพ และความโปร่งใส โดยอาศัยเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลในการปรับปรุงระบบการท างาน และ การบริหารราชการการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ เข้าด้วยกัน สามารถสนองต่อความต้องการและลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของประชาชนและภาคธุรกิจได้ อย่างแท้จริง
2. การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนและอินเดีย เป็นภูมิภาคแห่งอนาคต โดยเร่งการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมระบบนิเวศ ด้านนวัตกรรมที่สามารถเชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน การส่งเสริมให้ ผู้ประกอบการ SMEs และภาคธุรกิจขนาดใหญ่นำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ในยุคใหม่ได้
3. การพัฒนาภาคเกษตร มีความสำคัญและเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจของ ประเทศ โดยจะต้องส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูล องค์ความรู้ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน ภาคเกษตร และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เหมาะสม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือของผู้ที่ เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่มูลค่า การสร้าง Smart Farmers การมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ เพื่อสังคม การสร้างความเชื่อมโยงเข้ากับตลาดและอุตสาหกรรมที่จะนำไปต่อยอด และ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคการเกษตรตลอดจนการขนส่งเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง ดังกล่าวอย่างแท้จริง
4. การพัฒนา MSMEs ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่และเป็นกระดูก สันหลังทางเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาค โดยเน้นอำนวยความสะดวก และส่งเสริม ความสามารถในการประกอบธุรกิจทั้งตลาดในประเทศและระหว่างประเทศ พัฒนาให้ MSMEs สามารถก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เน้นการสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่า ให้กับสินค้าและบริการ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมถึงส่งเสริมให้ MSMEs สามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่า (value chain) ของภูมิภาคและของโลก ตลอดจนตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและผู้บริโภคยุคใหม่ได้
5. การพัฒนาและยกระดับคุณภาพกำลังคน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเพื่อรองรับกับโอกาสและความท้าทายในโลกยุคใหม่ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะกลายเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยพัฒนาประเทศและภูมิภาคนี้ร่วมกันในอนาคต โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติ








