thansettakij
thansettakij
ลุ้นปลดใบเหลืองปี 61 อียูสัญญาแลกคุมเข้ม

ลุ้นปลดใบเหลืองปี 61 อียูสัญญาแลกคุมเข้ม

24 ก.ค. 60 | 09:10 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.ค. 60 | 16:10 น.
ไทยลุ้นปลดใบเหลืองไอยูยูต้นปีหน้า หลังอียูให้สัญญาแลกไทยต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น สั่งการบ้านต่อให้เร่งเคลียร์ความชัดเจนเรือกลุ่มสีเทา 1.3 พันลำ หวังใช้ไทยโมเดลอ้างอิงความสำเร็จกับประเทศอื่น

แหล่งข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงการหารือระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับคณะผู้แทนจากสหภาพยุโรป(อียู)ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายของไทยครั้งล่าสุด สาระสำคัญ คือคณะอียูจะมาประเมินไทยอีกครั้งในช่วงต้นปี 2561 โดย 6 เดือนข้างหน้านี้ อียูต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายของไทยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการใช้คำสั่งทางปกครองกับเรือที่ทำความผิดด้วยมาตรการที่แรงเพื่อให้เกิดการป้องปราม และการตรวจจับกรณีใหญ่ๆ ให้ได้ หากไทยทำได้ในระดับที่อียูต้องการเห็น ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าไทยจะได้รับการปลดใบเหลืองในช่วงการประเมินต้นปีหน้า

นอกจากนี้ทางอียูพอใจที่ไทยได้ประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประมง (ฉบับปรับปรุง) พ.ศ. 2560 ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่เข้มแข็งมากที่สุดฉบับหนึ่ง เพราะได้แก้ไขช่องโหว่ของการบังคับใช้พระราชกำหนดการประมง ปี 2558 จนเสร็จสมบูรณ์ รวมทั้งพอใจที่ไทยสามารถให้ภาพกองเรือที่ชัดเจนขึ้น และสามารถลดจำนวนเรือที่อยู่ในกลุ่ม “สีเทา” ลงได้เหลือ 1,336 ลำ ซึ่งยังต้องสำรวจสถานะต่อไปว่าเรือเหล่านี้อยู่ที่ใด ยังมีเรืออยู่จริงหรือไม่เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด หากไทยเร่งสำรวจจำนวนเรือกลุ่มนี้ให้แล้วเสร็จ จะถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่จะทำให้อียูมั่นใจได้ว่าไทยสามารถควบคุมเรือประมงได้ทุกลำ

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า อียูยังพอใจการทำงานของศูนย์เฝ้าระวังการทำประมง (FMC) ซึ่งมีการพัฒนาระบบการทำงานดีขึ้น สามารถติดตามเรือประมงได้อย่าง real time มากขึ้น แต่การบังคับใช้กฎหมาย และการใช้กลไกที่มีอย่างเต็มประสิทธิภาพยังอ่อนแอ เพราะเจ้าหน้าที่ขาดขีดความสามารถในการวิเคราะห์และตรวจจับพฤติกรรมของเรือ รวมถึงขาดความเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้สถิติการจับกุมการกระทำผิดตํ่ามาก จึงขอให้ตรวจสอบโดยเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

“อียูกังวลอย่างมากต่อ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฉบับใหม่ ที่ระบุโทษปรับและโทษอาญาค่อนข้างสูงต่อแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่อียูเห็นว่าเป็น “เหยื่อ” และควรได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแทนการถูกลงโทษ จึงได้แนะให้กระทรวงแรงงานแก้ไขพระราชกำหนดในส่วนนี้ โดยอียูหวังจะใช้ไทยเป็นแบบอย่างในการอ้างอิงความสำเร็จการแก้ไขปัญหากับประเทศอื่นๆ เป็นเหตุผลที่อียูเข้มงวดกับไทยเป็นพิเศษ”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,281 วันที่ 23 - 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560