thansettakij
thansettakij
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเผยปัญหาส.ป.ก.ทำสูญรายได้กว่า 1 พันล้านบาท

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเผยปัญหาส.ป.ก.ทำสูญรายได้กว่า 1 พันล้านบาท

22 มิ.ย. 60 | 10:24 น.
อัปเดตล่าสุด :22 มิ.ย. 60 | 17:24 น.
นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ตามที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้แถลงภายหลังการประชุมร่วมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้ใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยให้อำนาจแก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในการพิจารณาอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ใน 3 กิจการ ได้แก่ 1.การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2.การวางกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า และ 3.การทำเหมืองแร่ ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยถือว่าไม่เป็นการขัดกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น

โดยการประกอบกิจการปิโตรเลียม นับเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลให้มีการแสวงหาและพัฒนาแหล่งพลังงานอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน หากมีการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ที่เป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมาดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมต้องพิจารณาถึงประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับนอกเหนือไปจากการทำเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการชดเชยโดยตรงให้กับเกษตรกรผู้ถือครองสิทธิ์ในพื้นที่นั้นๆ และหากมีการนำผลประโยชน์ที่ได้ส่งเข้ากองทุนเพื่อเกษตรกรตามข้อเสนอของ ส.ป.ก. กรมฯ ก็ไม่ขัดข้อง โดยที่ผ่านมานั้นการประกอบกิจการปิโตรเลียมได้สร้างรายได้ให้กับประเทศจำนวนมาก จากค่าภาคหลวงปิโตรเลียมและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม โดยค่าภาคหลวงที่จัดเก็บได้จะนำส่งกระทรวงการคลังร้อยละ 40 และจัดสรรกระจายรายได้ให้กับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอีกร้อยละ 60

นอกจากนี้ บริษัทผู้รับสัมปทานยังมีการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ในพื้นที่ที่มีการดำเนินสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอีกด้วย เช่น การนำก๊าซธรรมชาติที่จำเป็นต้องเผาทิ้งบางส่วนมาใช้แทนก๊าซหุงต้มในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรของท้องถิ่น

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมฯคาดว่าภายหลังจาก ม.44 มีผลบังคับใช้ กรมฯจะออกหนังสือไปยังผู้ประกอบการทันที เพื่อกลับมาดำเนินการผลิตปิโตรเลียม หลังจากต้องหยุดสำรวจและผลิตจากปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก.ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 ซึ่งขณะนี้กรมฯยังรอความชัดเจนเรื่อง ม.44 ประกาศใช้ออกมา

ส่วนความเสียหาย กรมฯประเมินความเสียหายจากมูลค่าปิโตรเลียมที่หายไปตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 จากถึงปัจจุบัน และคาดว่ากว่าที่ผู้ประกอบการจะกลับมาผลิตในอัตราเดิมคงใช้ระยะเวลาอีกประมาณ 1 เดือน (คิดรวมประมาณ 50 วัน) จึงจะสามารถดำเนินการผลิตในอัตราเดิมได้ แบ่งเป็น มูลค่าปิโตรเลียมที่หายไปกว่า 1 พันล้านบาท ,ค่าภาคหลวงที่หายไป 125 ล้านบาท และรายได้ที่ส่งเข้าองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 60% คิดเป็นส่วนที่หายไป 75 ล้านบาท

นอกจากนี้สาเหตุที่กรมฯต้องเร่งให้แหล่งสัมปทานของ 7 บริษัท ที่ได้รับผลกระทบกลับมาดำเนินการต่อโดยเร็ว อาทิ แหล่ง เอส1 ที่ปัจจุบันอยู่ในช่วงระยะที่ 2 คือต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องมือในการอัดฉีดน้ำนำน้ำมันดิบขึ้นมา ดังนั้นการหยุดผลิตนานๆจะส่งผลต่อการผลิต โดยปกติแหล่งเอส1 มีกำลังการผลิต 2.8 หมื่นบาร์เรลต่อวัน ปัจจุบันเหลือ 1.2-1.3 หมื่นบาร์เรลต่อวัน

“หากมีความชัดเจนในเรื่องข้อกฎหมาย กรมฯ จะได้ทำหนังสือแจ้งไปยังบริษัทผู้รับสัมปทานที่ได้รับผลกระทบให้ปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ซึ่งกรมฯ จะได้ดำเนินงานร่วมกับ ส.ป.ก. ในรายละเอียดของการกำหนดพื้นที่และขั้นตอนการยื่นคำขอใช้พื้นที่ ส.ป.ก. เพื่อประกอบกิจการปิโตรเลียมให้มีความชัดเจนและเหมาะสมต่อไป รวมทั้ง มีแผนจะดำเนินการอย่างบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมป่าไม้ กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมเจ้าท่า เป็นต้น เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อประกอบกิจการปิโตรเลียมเพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ”

สำหรับกรณีพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม มีผลบังคับใช้แล้ว กรมฯจะเร่งดำเนินการตามแผนที่แจ้งไว้ คือ เตรียมส่งกฎหมายรอง เข้า ครม.และคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งจะทยอยส่งกฎหมายรองที่เกี่ยวกับพีเอสซี และค่าภาคหลวง เสร็จแล้ว 4 ฉบับ ส่วนกฎหมายรองที่เหลือเกี่ยวกับเอสซีอีก 2 ฉบับ ภายหลังเสร็จสิ้นก็จะทยอยนำเสนอ คาม. และกฤษฎีกาภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ดังนั้นคาดว่าจะสามารถออกทีโออาร์ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ และน่าจะได้รายชื่อผู้ชนะการประมูลแหล่งเอราวัณละบงกช ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561