
“เฟด-คลังสหรัฐ” ร่วมออกแรงฉุดเศรษฐกิจพ้นหลุมดำโควิดในปีนี้
“พาวเวลล์-เยลเลน” แถลงเศรษฐกิจสหรัฐยังอยู่ในวิกฤตโควิด แต่จะแข็งแกร่งขึ้นเป็นลำดับเห็นได้ชัดในปีนี้ถึงปีหน้าจากแรงขับเคลื่อนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มนำมาใช้
นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และ นางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ แถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรวานนี้ (23 มี.ค.) โดยทั้งสองได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ และความสำคัญของการใช้ นโยบายทางการเงินและการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากได้รับผลกระทบจาก การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
นายพาวเวลล์ ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างมากโดยได้แรงหนุนจากการที่สภาคองเกรสและเฟดต่างก็ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระนั้นก็ตาม เศรษฐกิจยังคงอยู่ห่างไกลจากคำว่า "ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์"
"การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ในเบื้องต้น และมีแนวโน้มที่แข็งแกร่ง ขณะที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคปรับตัวขึ้น และตลาดที่อยู่อาศัยก็ฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และจากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมนั้น ยังคงมีความอ่อนแอ และอัตราว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 6.2% ซึ่งสะท้อนถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังคงอ่อนแอมากกว่าคาด โดยเฉพาะอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานที่ยังคงต่ำกว่าระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19”
ประธานเฟดกล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจสหรัฐ ยังคงอยู่ห่างไกลจากคำว่า “ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์” และด้วยเหตุนี้ เฟดจึงยังต้องเดินหน้าใช้ มาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจ ต่อไป ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก"
อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความเสี่ยงเงินเฟ้อ นายพาวเวลล์กล่าวว่า เขาคาดว่าเงินเฟ้อจะขยับสูงขึ้นในปีนี้ แต่เชื่อว่าจะไม่ได้ขยับสูงมากนักและจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วคราว นอกจากนี้ เฟดยังมีเครื่องมือเพียงพอที่จะรับมือกับเงินเฟ้อหากเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา
ด้านนางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลัง ได้แสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐและแผนกระตุ้นของรัฐบาลเพื่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤตที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตามคาดว่าเศรษฐกิจจะมีการขยายตัวและมีการจ้างงานเต็มศักยภาพในปีหน้า(2565) โดยได้ปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเร็ว ๆนี้
“เรายังคงมีปัญหาใหญ่คือจำนวนคนว่างงานที่เป็นเหมือนหลุมลึก แต่เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ก็เป็นไปได้มากที่ประธานาธิบดีไบเดนจะเสนอใช้แผนระยะยาวที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนที่พร่องไป ให้มากขึ้น โดยจะเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ การวิจัยและพัฒนา รวมทั้งการลงทุนด้านภาคอุตสาหกรรมการผลิต เราจำเป็นต้องลงทุนเพื่อสิ่งเหล่านี้” เยลเลนกล่าวในช่วงหนึ่ง
รัฐมนตรีคลังสหรัฐยังกล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลังจะกระจายเงินช่วยเหลือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้แก่กลุ่มที่มีความต้องการมากที่สุด ซึ่งหมายรวมถึงธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งมีผู้ประกอบการเป็นสตรีและคนผิวสี
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังจะลดกฎระเบียบของทางการ รวมทั้งข้อกำหนดทางด้านเอกสาร เพื่อให้ชาวอเมริกันที่เดือดร้อนสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อรับความช่วยเหลือในด้านค่าเช่าบ้านและการจ่ายเงินกู้จำนอง
นางเยลเลนยังกล่าวว่า กระทรวงการคลังกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลประจำมลรัฐและรัฐบาลท้องถิ่นในการให้เงินช่วยเหลือแก่หน่วยงานเหล่านี้จำนวน 3.5 แสนล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับอัตราภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้นเป็น 28% เมื่อเศรษฐกิจมีความแข็งแรงมากขึ้น
หลังจากการแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรวานนี้ (23 มี.ค.) แล้ว ทั้งพาวเวลล์ และเยลเลน มีกำหนดการต้องแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันนี้ (24 มี.ค.) ด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เปิดใจ “เจอโรม พาวเวลล์” เชื่อ เศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง เศรษฐกิจโลกก็ฟื้น
- คำต่อคำ: แถลงการณ์ประชุมธนาคารกลางสหรัฐเดือนมีนาคม
- “เฟด” ตรึงดอกเบี้ยต่ำถึงปี 66 พร้อมขยับคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้าเป็น 6.5% และ 3.3%
- ความเสี่ยงเงินเฟ้อและการปรับลด QE ของเฟด คือสิ่งที่นักลงทุนกังวลมากกว่าโควิด
- ผลสำรวจของ PwC เผย ซีอีโอ 3 ใน 4 คาดเศรษฐกิจโลกกลับมาโตปีนี้






