
วิเคราะห์ท่าที 'โดนัลด์ ทรัมป์' ถอยจริงหรือจนมุม? ดีลอิหร่านเปิดฮอร์มุซ
เจาะลึกท่าที "โดนัลด์ ทรัมป์" สั่งเบรกถล่มอิหร่านนาทีสุดท้าย ผงะสหรัฐฯ เผชิญวิกฤตคลังแสงว่างเปล่า บีบทำดีลฮอร์มุซ ยอมกลืนน้ำลายให้เตหะรานคุมน่านน้ำแลกคะแนนเสียงเลือกตั้งกลางเทอมและเสถียรภาพน้ำมันโลก
KEY
POINTS
- ท่าทีของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เปลี่ยนจากนโยบายแข็งกร้าว "กดดันสูงสุด" ต่ออิหร่าน มาเป็นการเร่งเจรจาทางการทูตเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
- นักวิเคราะห์มองว่าการเปลี่ยนท่าทีนี้เกิดจากภาวะ "จนมุม" ทั้งทางการทหาร เนื่องจากคลังแสงขีปนาวุธใกล้หมด และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่ต้องการลดราคาน้ำมันก่อนการเลือกตั้ง
- แม้สหรัฐฯ อาจต้องยอมรับเงื่อนไขที่เสียเปรียบ แต่อุปสรรคสำคัญในการเจรจายังคงเป็นประเด็นที่อิหร่านเสนอให้มีการเก็บ "ค่าธรรมเนียม" ผ่านช่องแคบ ซึ่งสหรัฐฯ คัดค้าน
สำนักข่าวต่างประเทศวิเคราะห์ท่าทีของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
จากนโยบาย "กดดันสูงสุด" และการขู่บังคับให้ "ยอมจำนนอย่างไร้เงื่อนไข" ในช่วงเริ่มต้นสงคราม กลับกลายเป็นการเร่งผลักดันข้อตกลงทางการทูตอย่างผิดสังเกต
ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องความอ่อนแอของกองทัพและแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ซึ่งอาจทำให้สหรัฐฯ ต้องยอมแลก "สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" ในน่านน้ำสากลเพื่อรักษาตัวรอดในสมรภูมิเศรษฐกิจ
ทรัมป์กับ "การถอยกัลยาณมิตร" เบื้องหลังคำสั่งระงับถล่มใหญ่
ประธานาธิบดีทรัมป์สร้างความประหลาดใจด้วยการประกาศว่าเขาสั่งระงับแผนการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าได้รับการร้องขอจากผู้นำในตะวันออกกลาง รวมถึงเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย
"ผมอยากทำข้อตกลงมากกว่า เพราะผมไม่อยากฆ่าคน" ทรัมป์เลือกใช้คำพูดที่นุ่มนวลขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่านี่คือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อรักษาหน้า เนื่องจากแรงกดดันจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันที่คัดค้านสงครามครั้งนี้สูงถึง 2 ต่อ 1 ท่ามกลางการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่กำลังงวดเข้ามาทุกขณะ
ทรัมป์จึงจำเป็นต้องปิดดีล "ข่าวดี" เรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ได้ภายในสัปดาห์นี้เพื่อดึงราคาน้ำมันลงและกู้คะแนนนิยมคืน
วิกฤตคลังแสงสหรัฐฯ: เมื่อ "กระสุนหมด" บีบให้ลงโต๊ะเจรจา
ปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้ท่าทีของสหรัฐฯ อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด คือรายงานความมั่นคงที่ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้ขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกล (Precision Missiles) จากคลังแสงทั่วโลกไปเกือบหมดสิ้นแล้วจากการสู้รบกับอิหร่านตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา
แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะพยายามออกมาปฏิเสธความกังวลดังกล่าว แต่ผู้บัญชาการทหารระดับสูงได้เตือนทรัมป์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมว่า ยุทโธปกรณ์สำคัญกำลังอยู่ในระดับวิกฤต
ภาวะ "จนแต้ม" ทางการทหารนี้ ส่งผลให้สหรัฐฯ ไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากการประนีประนอม แม้ว่าข้อตกลงที่อิหร่านทำร่วมกับโอมานจะรวมถึงเงื่อนไขที่สหรัฐฯ เคยประกาศกร้าวว่าเป็น "เส้นตาย" เช่น การยินยอมให้อิหร่านคุมเส้นทางเรือเข้าสู่กัลฟ์ ซึ่งถือเป็นการสูญเสียอิทธิพลครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในน่านน้ำยุทธศาสตร์
เดิมพัน "ค่าธรรมเนียม" และการรักษาจุดยืนมหาอำนาจ
แม้ทรัมป์จะส่งสัญญาณบวกว่า "ความคืบหน้ามีมาก" และ "ดีลอาจจบในวันสองวัน" แต่ในระดับนโยบาย สหรัฐฯ ยังคงยืนกรานคัดค้านประเด็น "การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม" 5-7% ที่อิหร่านเสนอ
เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่าจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ทำลายหลักการเดินเรือเสรี และเป็นการมอบชัยชนะทางการเงินให้แก่เตหะราน
ทางด้านนายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมายอมรับว่าการเจรจากับอิหร่านเป็นเรื่องที่ "ยุ่งเหยิง" และต้องใช้เวลา เนื่องจากอิหร่านเป็นคู่เจรจาที่ "รับมือยากเป็นพิเศษ"
ท่าทีที่ขัดกันระหว่างความเร่งรีบของทรัมป์กับความระมัดระวังของฝ่ายความมั่นคง สะท้อนให้เห็นถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสหรัฐฯ ที่ถูกบีบด้วยเงื่อนไขของอิหร่านที่ต้องการให้ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือ เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนกับการเปิดน่านน้ำ ซึ่งหากสหรัฐฯ ยอมทำตาม จะเท่ากับเป็นการยอมรับความพ่ายแพ้ในทางยุทธศาสตร์ต่ออิหร่านอย่างเลี่ยงไม่ได้






