
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “ทรงตัว” ที่ระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท “ทรงตัว” ระยะสั้นจับตาแนวโน้มหากมีการแจกจ่ายวัคซีนใกล้เคียงอัตรา วันละ 3แสนโดสจะช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ กลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทย
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า คาดกรอบวันนี้จะอยู่ที่ระดับ 31.10-31.20 บาท/ดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า แนวโน้มค่าเงินบาท โดยรวมค่าเงินบาทยังคงแกว่งตัวในกรอบ เพราะแม้ว่า เงินบาทอาจอ่อนค่าลงเล็กน้อยตามเงินดอลลาร์ที่รีบาวด์กลับขึ้นมา แต่ทว่า แรงหนุนฝั่งแข็งค่าก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้น ทั้ง โฟลว์ขายทำกำไรทองคำ (ขายกำไรบนสกุลเงินดอลลาร์ และแลกกลับมาเป็นเงินบาท) รวมถึง ฟันด์โฟลว์จากนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาเป็นฝั่งซื้อสินทรัพย์ไทยสุทธิมากขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งหุ้น ซึ่งเรามองว่า ในระยะสั้นต้องจับตาแนวโน้มการแจกจ่ายวัคซีน เพราะหากมีการแจกจ่ายวัคซีนที่ดีต่อเนื่อง (ใกล้เคียงอัตรา วันละ 3แสนโดส) ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ กลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น และหนุนให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงไตรมาส 3
ตลาดการเงินฝั่งสหรัฐฯ โดยรวมอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น หลังจากกลับมาเปิดทำการปกติ โดยผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงมีความกังวลปัญหาเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น หลังจากรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อฝ่ายการผลิตอุตสาหกรรมโดย ISM (Manufacturing PMI) เดือนพฤษภาคม ยังแสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มเผชิญปัญหาผลิตสินค้าไม่ทัน จากความต้องการสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ยังไม่สามารถจ้างงานเพิ่มขึ้นได้และยังมีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ รวมถึงปัญหาด้านการขนส่ง ซึ่งภาพความกังวลปัญหาเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นดังกล่าว ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เพื่อรอดูสัญญาณการฟื้นตัวของการจ้างงานในฝั่งสหรัฐฯ ในวันศุกร์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อได้ ทำให้ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง 0.09% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดลบ 0.05% ขณะที่ ดัชนี Downjones สามารถปิดบวก 0.13% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบกว่า 2ปี หลังที่ประชุมกลุ่ม OPEC+ มองว่าความต้องการน้ำมันจะเพิ่มสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และอาจทำให้ ตลาดน้ำมันเผชิญภาวะตึงตัวได้
อย่างไรก็ดี ในฝั่งยุโรป นักลงทุนกลับเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังข้อมูลเศรษฐกิจยุโรป อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรม ออกมาดีกว่าคาด หนุนให้ ดัชนี STOXX50 ปิดบวกราว 0.8% นำโดยหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม Cyclical อาทิ Volkswagen +3.06%, Daimler +2.67%, ING +2.66% และ Airbus +1.97% เป็นต้น
ทางด้านตลาดบอนด์ ความกังวลเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นนั้น ไม่ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดบอนด์เทขายบอนด์สหรัฐฯ 10ปี มากขึ้นแต่อย่างใด ทำให้ ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ยังคงแกว่งตัวในกรอบใกล้ระดับ 1.61% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่บรรดาเจ้าหน้าเฟดต่างยืนกรานว่า เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นชั่วคร่าวและเฟดก็ยังไม่คิดจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้ตึงตัวขึ้น
ส่วนในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) รีบาวด์ขึ้นสู่ระดับ 89.9 จุด โดยเงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจาก การอ่อนค่าลงของเงินปอนด์ (GBP) สู่ระดับ 1.415 ดอลลาร์ต่อปอนด์ หลังอังกฤษเจอการระบาดของ COVID-19 เพิ่มขึ้น
สำหรับวันนี้ แม้ว่าจะมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจไม่มาก แต่ผู้ในเล่นตลาดส่วนใหญ่จะยังคงติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาทิ Charles Evans (Chicago Fed) และ Raphael Bostic (Atlanta Fed) เป็นต้น เพื่อติดตามมุมมองของเฟดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและโอกาสที่เฟดจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน โดยเฉพาะ การปรับลดคิวอี (QE Tapering)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเช้านี้ (2 มิ.ย.) ปรับตัวอยู่ในกรอบแคบที่ระดับ 31.15-31.17 บาทต่อดอลลาร์ฯ ใกล้เคียงระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 31.14 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยแม้เงินดอลลาร์ฯ จะมีแรงหนุนจาก ข้อมูลภาคการผลิตของสหรัฐฯ เดือนพ.ค. ที่มีสัญญาณแข็งแกร่ง แต่คงต้องติดตามสัญญาณฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติในระหว่างวันที่อาจหนุนเงินบาทให้พลิกกลับมาแข็งค่าต่อเนื่องได้เช่นกัน
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดไว้ที่ 31.10-31.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยติดตามที่สำคัญจะอยู่ที่สถานการณ์โควิด 19 ของไทยและต่างประเทศ สัญญาณฟันด์โฟลว์ สถานการณ์ค่าเงินหยวนและสกุลเงินในภูมิภาค รวมถึงถ้อยแถลงจากเจ้าหน้าที่เฟด






