8 มีนาคม 2021

ดาวโจนส์พุ่ง 454 จุด ทำสถิติปิดทะลุ 30,000 จุด

25 Nov 2020 06:49 น.
อ่าน 673 ครั้ง

ดาวโจนส์พุ่ง 454 จุด ทำสถิติปิดทะลุ 30,000 จุด

ดาวโจนส์ปิดบวก 454.97 จุด ทำสถิติปิดที่เหนือระดับ 30,000 จุด ขานรับการเมืองสหรัฐชัดเจนและวัคซีนโควิดคืบหน้า


ดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นทะลุแนว 30,000 จุดเป็นครั้งแรกเมื่อคืนนี้ (24 พ.ย.) ขานรับความชัดเจนของทิศทางการเมืองสหรัฐ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เริ่มกระบวนการถ่ายโอนอำนาจให้แก่นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 รวมทั้งการคาดการณ์ที่ว่า นางเจเน็ต เยลเลน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังคนใหม่
         

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,046.24 จุด เพิ่มขึ้น 454.97 จุด หรือ +1.54% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,635.41 จุด เพิ่มขึ้น 57.82 จุด หรือ +1.62% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,036.79 จุด เพิ่มขึ้น 156.16 จุด หรือ +1.31%
         

ดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดที่เหนือระดับ 30,000 จุดครั้งแรกเป็นประวัติการณ์ หลังจากปธน.ทรัมป์ได้มอบหมายให้นางเอมิลี เมอร์ฟีย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานบริการทั่วไปของสหรัฐ (General Services Administration - GSA) เริ่มกระบวนการถ่ายโอนอำนาจให้แก่คณะบริหารของนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐแล้ว ซึ่งทำให้นายไบเดนสามารถเข้าถึงทรัพยากรต่างๆที่จำเป็นในการถ่ายโอนอำนาจ เพื่อเปิดทางให้เขาสามารถเข้าทำหน้าที่ในทำเนียบขาวได้อย่างราบรื่น
         



นักวิเคราะห์จากบริษัทไอรอนไซด์ส แมคโครอิโคโนมิกส์ ในรัฐนิวยอร์กกล่าวว่า ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากข่าวนายไบเดนมีแผนที่จะเลือกนางเยลเลนเป็นรัฐมนตรีคลังสหรัฐ เนื่องจากอดีตประธานเฟดผู้นี้มีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มากกว่าที่จะมุ่งเน้นเรื่องการเมืองซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนกังวล นอกจากนี้ นางเยลเลนยังมีความน่าเชื่อถือในการบังคับใช้มาตรการที่แข็งแกร่ง ซึ่งรวมถึงการจัดทดสอบภาวะวิกฤต (stress test) ของธนาคารพาณิชย์
         

บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กยังคงได้รับปัจจัยบวกจากความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 โดยแอสตร้าเซนเนก้าเปิดเผยว่า วัคซีนที่บริษัทพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด มีประสิทธิภาพ 90% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19 ขณะที่ไฟเซอร์ระบุว่า วัคซีน BNT162b2 ที่ไฟเซอร์พัฒนาร่วมกับบริษัท BioNTech นั้น มีประสิทธิภาพมากถึง 95% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งสูงกว่าวัคซีนของโมเดอร์นา อิงค์ ที่มีประสิทธิภาพ 94.5%
         

หุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นทั้งหมด นำโดยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มธนาคาร โดยหุ้นเจเนอรัล อิเล็กทริก (จีอี) พุ่งขึ้น 3.77% หุ้นยูไนเต็ด เทคโนโลยีส์ พุ่งขึ้น 2.35% หุ้นแคทเธอร์พิลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.24%  ส่วนหุ้นในกลุ่มธนาคารนั้น หุ้นซิตี้กรุ๊ป ทะยานขึ้น 7.03% หุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ พุ่งขึ้น 5.5% หุ้นเจพีมอร์แกน เชส พุ่งขึ้น 4.6% หุ้นโกลด์แมน แซคส์ พุ่งขึ้น 3.74%
         

หุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นกว่า 4% เมื่อคืนนี้ โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล ทะยานขึ้น 6.6% หุ้นเชฟรอน พุ่งขึ้น 5% หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ พุ่งขึ้น 3.9% หุ้นฮัลลิเบอร์ตัน พุ่งขึ้น 3.4%
         

หุ้นโบอิ้ง พุ่งขึ้น 3.3% หลังจากสำนักงานความปลอดภัยด้านการบินยุโรป (EASA) อนุมัติให้บริษัทโบอิ้งนำเครื่องบินรุ่น 737 MAX ขึ้นบินในยุโรปในเดือนม.ค.นี้ ซึ่งสอดคล้องกับที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ (FAA) ได้อนุมัติให้เครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737 MAX ขึ้นบินอีกครั้ง
         

หุ้นเทสลา ทะยานขึ้น 6.43% ส่งผลให้มูลค่าตลาดของเทสลาสูงกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์แล้วในขณะนี้ เนื่องจากนักลงทุนยังคงขานรับข่าวหุ้นของบริษัทเทสลาที่ได้รับการคำนวณในดัชนี S&P 500 ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค.นี้
         

หุ้นเบสต์บาย ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกสินค้าอิเลคทรอนิคส์รายใหญ่ของสหรัฐ ร่วงลง 6.96% แม้บริษัทเปิดเผยกำไรในไตรมาส 3 ที่ระดับ 2.06 ดอลลาร์/หุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.70 ดอลลาร์/หุ้น
         


สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งมีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ ผลสำรวจของเอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์ ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในสหรัฐพุ่งขึ้น 7% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2557 หลังจากเพิ่มขึ้น 5.8% ในเดือนส.ค.
         

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนต.ค., ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2563 (ประมาณการครั้งที่ 2), รายได้และการใช้จ่ายส่วนบุคคลเดือนต.ค., ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนต.ค., ยอดขายบ้านใหม่เดือนต.ค., ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และรายงานการประชุมวันที่ 4-5 พ.ย.ของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC)

Ads E-Book

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij

Add Line Friend