เตือนก่อสร้างอาคารใหม่กว่า 2 พันตร.ม. ไม่ประหยัดพลังงาน เปิดใช้งานไม่ได้ มีผล 13 มี.ค.64

17 พ.ย. 2563 | 06:12 น.

พพ. เดินหน้าใช้กฎกระทรวง BEC คุมอาคารใหม่-ดัดแปลงขนาด 2,000 ตร.ม.ขึ้นไป มีผลบังคับใช้13 มี.ค.64 หวังช่วยประหยัดพลังงานในภาคอาคารได้10% ลดการใช้ไฟฟ้าได้รวม 13,700 ล้านหน่วย หรือกว่า 47,000 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 7,282 ตัน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ. ได้ริเริ่ม พัฒนา ผลักดัน กฎกระทรวงเกณฑ์การออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน หรือ Building Energy Code : BEC เพื่อเป็นมาตรฐานบังคับใช้กับอาคารขนาดใหญ่ ที่มีการใช้พลังงานสูง ด้วยการกำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์และวิธีการออกแบบอาคาร เพื่อให้อาคารมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 กฎกระทรวงกำหนดประเภทหรือขนาดของอาคารและมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2563 ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2564 เป็นต้นไปกับอาคารขนาด 10,000 ตร.ม.ขึ้นไปก่อน และอาคาร 5,000 ตร.ม.ขึ้นไปในปี 2565 และอาคาร 2,000 ตร.ม.ขึ้นไป ในปี 2566 ตามลำดับ

 

กฎกระทรวงเกณฑ์การออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน นี้ ได้กําหนดให้อาคารที่จะก่อสร้างใหม่หรือดัดแปลงครอบคลุมอาคาร 9 ประเภท ที่มีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตร.ม.ขึ้นไป ต้องดําเนินการออกแบบให้เป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพพลังงานขั้นต่ำ ซึ่งครอบคลุมระบบเปลือกอาคาร ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ ระบบผลิตน้ําร้อน และการใช้พลังงานหมุนเวียน  

เตือนก่อสร้างอาคารใหม่กว่า 2 พันตร.ม. ไม่ประหยัดพลังงาน เปิดใช้งานไม่ได้ มีผล 13 มี.ค.64

                                             นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครม.เห็นชอบ อาคารใหญ่ 9 ประเภท 2,000 ตร.ม.ขึ้นไป ต้องอนุรักษ์พลังงาน

สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการบังคับใช้ กฎกระทรวงฯ ดังกล่าว พพ.ได้มีดำเนินการในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 1.จัดตั้งศูนย์ประสานงานการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงานเพื่อให้คําปรึกษาแนะนําและตรวจรับรองแบบอาคารภาครัฐ โดยรับรองผลภายใน 28 วันทําการ

 

2.จัดสัมมนาให้ความรู้แนวทางการออกแบบอาคารตามเกณฑ์มาตรฐาน BEC ให้กับเจ้าของอาคาร ผู้ออกแบบ ผู้ผลิตผู้จำหน่ายวัสดุ/อุปกรณ์ สถาปนิก วิศวกร และผู้ที่สนใจทั้งภาครัฐและเอกชน รวมกว่า 3,500 คน

 

3.ฝึกอบรมผู้ตรวจรับรองแบบอาคารให้กับวิศวกรและสถาปนิก มีผู้สำเร็จหลักสูตรแล้วจำนวนกว่า 650 คน มีเป้าหมายจำนวน 1,500 คน ในปี 2566

 

4.จัดสัมมนาอบรมให้ความรู้ความเข้าใจแนวทางการพิจารณาอนุญาตก่อสร้างอาคารตามเกณฑ์ BEC ให้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ปัจจุบันอบรมไปแล้วจำนวนกว่า 2,800 คน     ทั่วประเทศ มีเป้าหมาย 4,000 คน ภายในปี 2565

 

5.ลงนามบันทึกความร่วมมือ เพื่อสร้างเครือข่ายส่งเสริมและสนับสนุนการออกแบบอาคารตามเกณฑ์ BEC ร่วมกับภาคเอกชนและภาครัฐ มากกว่า 30 แห่ง

 

6.นำร่องให้บริการตรวจประเมินแบบอาคารตามเกณฑ์ BECกับอาคารภาครัฐและภาคเอกชนที่สมัครใจ ตั้งแต่ปี 2552–2563 มีจำนวนกว่า 850 อาคาร มีผลประหยัด 630 ล้านหน่วย หรือประมาณ    54 ktoe/ปี

 

7.จัดงานมอบฉลากแบบอาคารอนุรักษพลังงาน (BEC Awards) ให้แก่อาคารที่ผ่านการตรวจการประเมินแบบอาคาร และมีผลประหยัดสูงกว่าเกณฑ์BEC (ร้อยละ 30 ขึ้นไป) ดำเนินการตั้งแต่ปี 2559-2562 รวมมากกว่า 130 อาคาร

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า กฎกระทรวง BEC ดังกล่าว จะช่วยให้เจ้าของอาคารและผู้ใช้อาคารจะจ่ายค่าไฟลดลงอย่างน้อย 10 % ส่วนประเทศไทยเราก็จะประหยัดพลังงานมากขึ้น และมีเป้าหมายตามแผนEEP2018 ว่าภายใน 20 ปี จะสามารถประหยัดไฟฟ้าได้รวม 13,700 ล้านหน่วย คิดเป็น 1,166 ktoe หรือคิดเป็นเงินกว่า 47,000 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 7,282 ตัน

 

ทั้งนี้ อาคารทั้ง 9 ประเภทที่จะก่อสร้างหรือดัดแปลงที่มีขนาดพื้นที่รวมกันทุกชั้นตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป จะต้องออกแบบให้ระบบต่างๆมีการใช้พลังงานให้เป็นไปตามข้อกำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานในการออกแบบและก่อสร้างอาคารที่ประหยัดพลังงานในประเทศ โดยหากเจ้าของไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษตามกฎหมายควบคุมอาคาร โดยจะไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารหรือเปิดใช้งานอาคารหากไม่แก้ไขปรับปรุงให้ผ่านตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด