22 ตุลาคม 2019

ลาออกเถอะ…มหาเธร์ชี้ทางออกปัญหาฮ่องกง

06 Oct 2019
อ่าน 3473 ครั้ง

ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวถึงปัญหาการชุมนุมประท้วงรัฐบาลในฮ่องกงที่ยืดเยื้อมากว่า 4 เดือนแล้วว่า นางแคร์รี แลม ผู้บริหารสูงสุดของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ควรจะลาออกจากตำแหน่ง โดยผู้นำมาเลเซียกล่าวในการประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่แคร์รี แลม ควรจะทำ

 ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด

 "เธอต้องเชื่อฟังเจ้านายใหญ่ (จีน) แต่ในเวลาเดียวกัน เธอก็ต้องถามมโนธรรมของตัวเธอเองด้วย และผมคิดว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือการลาออกจากตำแหน่ง" ดร.มหาเธร์กล่าว

 



การต่อต้านรัฐบาลที่ขยายวงกว้างมากขึ้นทำให้ฮ่องกงซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และยังเป็นการท้าทายครั้งสำคัญต่อความนิยมในตัวประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน นับตั้งแต่ที่เขาเข้ามามีอำนาจในปี 2555



การประท้วงที่เริ่มต้นเหตุมาจากการเสนอร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนซึ่งจะเปิดทางให้มีการส่งตัวผู้ต้องหาในฮ่องกงไปรับการพิจารณาคดีในจีนแผ่นดินใหญ่ ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. และลุกลามไปสู่การเรียกร้องประชาธิปไตยในวงกว้าง รวมถึงการเรียกร้องอื่นๆ ซึ่งโดยหลักๆ คือต้องการให้ทางการฮ่องกงตั้งคณะไต่สวนพฤติกรรมการปราบปรามประชาชนของบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยปราบปรามจลาจลว่าใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่ นอกจากนี้ยังต้องการให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมไปแล้วก่อนหน้านี้ และขอให้มีการจัดการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ซึ่งข้อเรียกร้องเหล่านี้ รัฐบาลฮ่องกงไม่ยินยอมที่จะปฏิบัติตามหรืออ่อนข้อให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมแต่อย่างใด ทำให้บรรยากาศการเผชิญหน้ายังทวีความคุกรุ่นและมีแต่จะเพิ่มความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ 

 


ล่าสุดหลังจากที่นางแคร์รี แลม ประกาศเมื่อวันศุกร์ (4 ต.ค.) ใช้อำนาจผู้บริหารสูงสุดบังคับใช้กฎหมายฉุกเฉินห้ามผู้ชุมนุมสวมใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. เป็นต้นไป เพื่อหยุดยั้งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในการประท้วง และช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการบังคับใช้กฎหมาย



โดยมีการกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี และปรับสูงสุด 25,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (แต่อนุญาตให้สวมหน้ากากได้หากมีเหตุผลทางศาสนา อาชีพ หรือทางการแพทย์) แต่ความพยายามดังกล่าวก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะยังคงมีประชาชนฝ่าฝืนคำสั่งออกมารวมตัวชุมนุม จุดไฟเผาย่านธุรกิจและสถานีรถไฟใต้ดินตั้งแต่วันศุกร์ลากยาวมาจนถึงขณะนี้ (6 ต.ค.) ทำให้ต้องมีการสั่งปิดบริการระบบรถไฟใต้ดินของฮ่องกง เกิดการอัมพาตด้านการสัญจร ทำให้ประชาชนที่ตกค้างตามสถานีต้องดิ้นรนช่วยตัวเองด้านการเดินทาง

 
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ผู้นำสหรัฐฯกำลังพยายามตีตัวออกห่างจากปัญหาความวุ่นวายในฮ่องกง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา ได้แจ้งต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนผ่านการสนทนาทางโทรศัพท์ว่า สหรัฐฯจะไม่หยิบยกกรณีการเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงมาเป็นประเด็นในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน แต่เขาขอให้จีนช่วยทำการสอบสวนนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯในรัฐบาลประธานาธิบดีโอบามาและคู่แข่งคนสำคัญของเขาในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปีหน้า (2563) ในข้อหาคอร์รัปชั่น หลังจากที่เขาได้เคยเรียกร้องเช่นเดียวกันนี้ต่อรัฐบาลยูเครนให้ช่วยสอบสวนนายไบเดน และบุตรชายของเขา ซึ่งมีการทำธุรกิจในยูเครน



 

 


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij