
“เงินบาท”กลายเป็นหลุมหลบภัยโลก เสี่ยงน้อย-พิษเทรดวอร์ไม่ระคายผิว
หลายคนไม่เคยคิดว่า เงินบาทของไทยจะกลายเป็นหลุมหลบภัยของภูมิภาค และตลาดการเงินจะมั่นใจมากว่ามีความผันผวน-เสี่ยงน้อยสุด ท่ามกลางพิษสงครามการค้าโลก ขณะที่คนไทยต่างก่นด่า โจมตีว่า ประเทศไทย รัฐบาลไทย ไม่ทำอะไรเลย คนจนกันทั้งประเทศ ภาคการส่งออกจะพังพาบ ตลาดหุ้นเจอวิกฤตหนักหน่วงจากสงครามการค้า ฯลฯ แต่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สกุลเงินบาท ซึ่งเคยเป็นต้นตอของวิกฤตการเงินในเอเชียในปี 2540 ปัจจุบันค่าเงินบาทของไทยได้กลับกลายเป็นสกุลเงินที่มีความปลอดภัยที่สุดในภูมิภาค
บลูมเบิร์กประเมินว่า บาทยังคงปรับตัวอย่างมีเสถียรภาพในเดือนนี้ ท่ามกลางความผันผวนในตลาดที่เกิดจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ในขณะที่รูปีและวอนดิ่งลงเกือบ 3% โดยค่าเงินบาทเมื่อเที่ยบกับเงินดอลล่าร์สหรัฐจะตกประมาณ 1 บาท เท่ากับ 0.033 ดอลลาร์สหรัฐ
นักวิเคราะห์ค่าเงินระบุว่า เงินบาทจะยังคงมีสถานะเป็นสกุลเงินที่มีความปลอดภัยในระยะนี้ โดยได้รับปัจจัยบวกจากการที่ไทยมีตัวเลขเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณเงินทุนสำรองสูงเป็นประวัติการณ์
สำหรับเงินบาทเปิดตลาดเช้าของวันที่ 7 สิงหาคม 2562 เปิดที่ระดับ 30.72 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ระดับ30.76 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีการประเมินกรอบค่าเงินบาทวันนี้ 30.65-30.78 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เงินบาทยังคงเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยมาก เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากการทำสงครามการค้าเหมือนกับประเทศอื่นๆในตลาดเกิดใหม่ โดยคาดการณ์ว่า บาทจะแข็งค่าสู่ระดับ 30.25 บาทต่อดอลล่าร์ดอลลาร์ในช่วงสิ้นปีนี้
สอดรับนายซิม โม เสียง นักกลยุทธ์ปริวรรตเงินตราของแบงก์ ออฟ สิงคโปร์ กล่าวว่า ถึงแม้ไต้หวันและเกาหลีใต้มีตัวเลขการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเช่นกัน แต่ไทยไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงในแง่ของห่วงโซ่อุปทานจากการทำสงครามการค้า
นายคูน โก๊ะ หัวหน้าส่วนวิจัยเอเชียของออสเตรเลีย แอนด์ นิวซีแลนด์ แบงกิ้ง กรุ๊ป กล่าวว่า เงินบาทของไทยได้กลายเป็นที่หลบภัยสำหรับนักลงทุนในภูมิภาคในยามที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง โดยการปรับตัวของบาทในระยะนี้เป็นประจักษ์พยานถึงเรื่องดังกล่าว
นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมาเงินหยวนอ่อนค่าลงเทียบกับเงินบาทราว 7.4% และ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เงินหยวนอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับเงินบาทแล้ว 12.6% ขณะที่หากเทียบเงินบาทกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคจำพบว่า เงินบาทแข็งค่าแล้ว 5.4% จากสิ้นปี 2561
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงานข้อมูลการชำระค่าสินค้าขาเข้าและขาออกของไทยไปยังภูมิภาค และการชำระเงินรายสกุลของปี 2558-2561 พบว่า มีการชำระเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ80% สกุลเงินอื่นๆอีก 20%
อย่างไรก็ตาม หากดูยอดรวมการชำระค่าสินค้าของไทยและอาเซียนพบว่า ในปี 2561 ธุรกรรมที่ทำโดยสกุลเงินบาทสูงขึ้นกว่า 8% เมื่อเทียบกับปี 2558 ในสินค้าขาออก และเพิ่มขึ้น 21% ในสินค้าขาเข้า ขณะที่การชำระสินค้าขาเข้าด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 2.73% จากปี 2558
ท่ามกลางการแข็งค่าของเงินบาทนั้นถือว่าท้าทายต่อการตัดสินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)อย่างมาก โดยในวันที่ 7 ส.ค. 2562 ผู้นำเอกชนต่างคาดหวังว่า กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 1.75% ลงมาเพื่อดูแลเศรษฐกิจโดยรวมและลดแรงกดดันจากภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งจะทำให้ขีดความสามารถการส่งออกของไทยลดลง แต่จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่อยู่ที่การตัดสินของที่ประชุม
สำหรับสถานการณ์ด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายในภูมิภาคนั้นพบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิใน SET โดยเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2562 ต่างชาติขาย 3.4 พันล้านบาท หรือประมาณ 111 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และ Short สุทธิ SET50 Futures อีก 1.7 พันสัญญา เช่นเดียวกับภูมิภาคที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิทุกประเทศแต่ลดลงจากวันก่อนหน้า ได้แก่ เกาหลีใต้ มูลค่า 261 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ไต้หวัน 174 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ , อินโดนีเซีย 144 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และฟิลิปปินส์ 32 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ
ขณะที่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิใน SET 2.6 พันล้านบาท หรือตกประมาณ 86.4 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และ Short สุทธิ SET50 Futures 1.4 หมื่นสัญญา ขายสุทธิในไต้หวัน 495 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ขายสุทธิในเกาหลีใต้ 294 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ขายสุทธิในอินโดนีเซีย 77 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ขายสุทธิในฟิลิปปินส์ 23 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ






