
“ไทยช่วยไทยพลัส” อุ้มกำลังซื้อ-กันว่างงาน ต่อลมหายใจ 43 ล้านคน
“ไทยช่วยไทยพลัส” อุ้มกำลังซื้อ-กันว่างงาน ต่อลมหายใจ 43 ล้านคน : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...ว.เชิงดอย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4203
KEY
POINTS
- รัฐบาลอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วงเงิน 1.76 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อ และป้องกันปัญหาการว่างงาน
- โครงการมุ่งช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน และประชาชนทั่วไปอีก 30 ล้านคน ผ่านโครงการร่วมจ่าย
- มาตรการเน้นการใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" และ "ถุงเงิน"
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,203 ระหว่างวันที่ 24-27 พ.ค. 2569 โดย “ว.เชิงดอย” ยังเกาะติดทุกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจ การเมือง และมาตรการรัฐที่กำลังเป็นเดิมพันใหญ่ของประเทศในยามวิกฤติค่าครองชีพพุ่งไม่หยุด...
*** สถานการณ์เศรษฐกิจไทยนาทีนี้ ดูเหมือนรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีระกูล” จะเริ่มส่งสัญญาณชัดว่า กำลังประเมินภาพใหญ่เศรษฐกิจโลกและผลกระทบภายในประเทศในระดับ “วิกฤติ” หลัง ครม.ไฟเขียว “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” วงเงินมหาศาล 1.76 แสนล้านบาท เพื่ออัดฉีดกำลังซื้อเข้าสู่ระบบ หวังประคองทั้งประชาชนรายได้น้อย คนชั้นกลาง และผู้ประกอบการรายย่อย ไม่ให้ทรุดหนักไปมากกว่านี้
เบื้องหลังมาตรการดังกล่าว มาจากความกังวลเรื่อง “วิกฤติของแพง” ที่ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ประเมินว่า กำลังจะกลายเป็น “วิกฤติระลอก 3” ต่อจากวิกฤติพลังงาน โดยมีสัญญาณอันตรายจากเงินเฟ้อที่เริ่มเร่งตัวขึ้น ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งสูง กลายเป็นภาพสะท้อนว่า ตลาดการเงินโลกกำลังกังวลเงินเฟ้อระลอกใหม่อย่างจริงจัง
*** สิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่แค่ราคาสินค้าที่แพงขึ้น แต่คือ “กำลังซื้อ” ของประชาชนที่กำลังหดตัว หากปล่อยให้ค่าครองชีพสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยไม่มีมาตรการพยุง อาจเห็นภาพธุรกิจเล็กทยอยปิดกิจการ คนตกงานเพิ่ม และอัตราว่างงานที่ปัจจุบันอยู่ราว 1% ขยับใกล้ 2% ได้ไม่ยาก ซึ่งถือเป็นระดับที่รัฐบาลไม่อยากให้เกิดขึ้นเด็ดขาด
“โครงการไทยช่วยไทยพลัส” จึงถูกออกแบบมาแบบ “ยิงตรง” แบ่งเป็น 2 ก้อนใหญ่ เริ่มจากกลุ่มเปราะบาง 13.2 ล้านคน เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จาก 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน ขณะที่อีกก้อนคือ โครงการร่วมจ่าย 60/40 วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท สำหรับประชาชนทั่วไปกว่า 30 ล้านคน โดยรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนออกเอง 40% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระรายจ่ายประจำวัน
***น่าสนใจว่า รอบนี้รัฐบาลพยายาม “ล็อกเป้า” การใช้เงินให้หมุนในระบบเศรษฐกิจจริง โดยตัดร้านบริการบางประเภทออก และเน้นให้ใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น รวมถึงพยายาม “ต่อลมหายใจ” ให้ร้านค้ารายย่อยผ่านระบบดิจิทัลและ AI เพื่อให้ร้านค้าเล็กสามารถบริหารต้นทุน วิเคราะห์ยอดขาย และเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น
*** ฟาก “ธนาคารกรุงไทย” ของ “ผยง ศรีวณิช” ก็รับบทแม่งานด้านระบบ เตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอป “เป๋าตัง” ระหว่าง 25-29 พ.ค.นี้ ส่วนร้านค้าเดิมกดยืนยันสิทธิ์ได้ทันที ขณะที่ร้านค้าใหม่สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านสาขาธนาคาร เว็บไซต์ หรือแอป “ถุงเงิน” ได้เช่นกัน
...อีกสีสันที่น่าจับตา คือฟีเจอร์ AI ใหม่ชื่อ “นกกระซิบ” ที่ธนาคารกรุงไทยเตรียมนำมาใช้ช่วยร้านค้ารายย่อย ทั้งตอบคำถามโครงการ วิเคราะห์ช่วงเวลาขายดี และเชื่อมข้อมูลราคาวัตถุดิบรายวันให้ร้านค้าบริหารต้นทุนได้แม่นขึ้น ถือเป็นความพยายามใช้เทคโนโลยีมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
*** ในอีกด้านหนึ่ง เส้นทางของเงินกู้ก้อนใหญ่ก็ยังไม่โล่งนัก เพราะระหว่างที่รัฐบาลเดินหน้าใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” เพื่อรับมือวิกฤติพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ยังอยู่ระหว่างรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญว่า เข้าข่าย “เหตุฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน” หรือไม่
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ครม.ได้เดินหน้าปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะปี 2569 เพิ่มวงเงินกู้ใหม่สุทธิอีก 2.2 แสนล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับขึ้นไปแตะ 68.03% แม้ยังไม่เกินกรอบวินัยการคลัง 70% แต่ก็ถือว่าเข้าใกล้เพดานมากขึ้นทุกที
*** โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลจากนี้ จึงไม่ใช่แค่ “อัดเงิน” เข้าระบบ แต่ต้องทำให้เม็ดเงินเหล่านี้สร้างผลกระตุ้นทางเศรษฐกิจได้จริง ช่วยรักษาการจ้างงาน ประคองธุรกิจรายเล็ก และไม่กลายเป็นภาระการคลังระยะยาว เพราะหากเศรษฐกิจโลกยังผันผวน สงครามตะวันออกกลาง สงครามพลังงานยังไม่จบ และเงินเฟ้อยังไต่ระดับสูงขึ้น “เศรษฐกิจไทย” ครึ่งปีหลังอาจหนักกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ก็เป็นได้...
*** ปิดท้ายกันที่ ... ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) หรือ CPFTH เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 4 รุ่น ต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ ได้แก่ หุ้นกู้อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.60 – 2.90% ต่อปี หุ้นกู้อายุ 8 ปี อัตราดอกเบี้ย [3.31 – 3.56% ต่อปี หุ้นกู้อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.56 – 3.76% ต่อปี และ หุ้นกู้อายุ 12 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.08 – 4.28% ต่อปี โดยจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ คาดว่าจะเปิดให้จองซื้อ 23 - 25 มิ.ย. 2569 นี้ ผ่านช่องทางสาขาและออนไลน์ของ 12 สถาบันการเงินชั้นนำ ...ใครสนใจเตรียมตัวกันได้เลย...







