thansettakij
“ทองคำขาขึ้น” โลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยต้องหาทางรอด

“ทองคำขาขึ้น” โลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยต้องหาทางรอด

29 ม.ค. 2569 | 05:56 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ม.ค. 2569 | 06:08 น.

“ทองคำขาขึ้น” โลกไม่เหมือนเดิม ศก.ไทยต้องหาทางรอด : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...กาแฟขม หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,147

KEY

POINTS

  • ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากหลายปัจจัย เช่น การเก็งกำไร ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและร้านค้าทอง
  • สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะ "แบ่งแยกอย่างสุดขั้ว" (Extreme Polarization) สร้างความไม่แน่นอนสูงและบีบให้ประเทศต่างๆ ต้องเลือกข้างในมิติต่างๆ
  • เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์เชิงรุก โดยวางตัวเป็น "พันธมิตรกับทุกฝ่าย" และมุ่งสร้างความร่วมมือที่เกิดประโยชน์ร่วมกันเพื่อความอยู่รอดในกติกาโลกใหม่

*** หนุ่มที่จะไปขอผู้สาวแต่งงาน โดยใช้ทองเป็นสินสอดสู่ขอหมั้นหมายช่วงนี้คงต้องคิดหนัก หรือจำต้องขอผ่อนผัน เมื่อราคาทองพุ่งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ วันนี้ทะลุ 70,000 บาทต่อ 1 บาททองคำไปแล้ว นักวิเคราะห์บอกว่า โอกาสไปต่อยังมีอีกมาก อาจทะลุ 75,000 บาทต่อบาททองคำ ในเร็ววันด้วยซํ้า โดยระหว่างนี้มีโอกาสที่จะพุ่งต่อไปทดสอบ 5,136-5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำยังคงยืนอยู่เหนือแนวรับบริเวณ 4,640 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

*** ปัจจัยที่ผลักดันราคาทองคำมาจาก ทั้งการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายทอง กองทุนเฮดจ์ฟันด์ นักลงทุนสถาบัน ธนาคารกลางหลายแห่งหันมาสะสมทองเพิ่มสูงขึ้น กองทุน ETF ที่เข้าถือครองทองคำต่อเนื่อง ประกอบคำสั่งซื้อทองคำจากจีนในช่วงตรุษจีน กับความต้องการเก็บทองจากอินเดีย แม้ราคาเพิ่มสูงขึ้น แต่การซื้อทองคำดิจิทัลของชาวอินเดียผ่านแพลตฟอร์มฟินเทคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ ฮึ่มๆ อิหร่าน รวมทั้งท่าที ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่ค่อยสนโลก หาความแน่นอนไม่ได้ ทำให้นักลงทุนมองทองคำเป็นสินค้าปลอดภัย ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยให้ทองคำยังคงเป็นขาขึ้น 

*** การที่ราคาทองคำพุ่งสูงต่อเนื่อง อาจทำให้ร้านค้าทองล้มหายตายจากในปีนี้ จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ วิเคราะห์จะมีร้านทองปิดตัวลงหลายสิบแห่ง จากยอดขายทองรูปพรรณซบเซาหนัก ราคาที่พุ่งสูงเกินกำลังซื้อผู้บริโภคในตลาดทองรูปพรรณ ผู้ที่ซื้อหาส่วนใหญ่มุ่งไปที่ทองแท่งเก็งกำไรมากกว่า การจำนำทองก็ลดลงลงไป เนื่องจากราคาที่พุ่งสูงก่อนหน้านี้ แต่การปิดตัวของร้านทองไม่ใช่การขาดทุนจากราคาเป็นการตัดสินใจปิดเพื่อกำไร ในจังหวะที่ราคาทองเป็นขาขึ้น ประกอบกับทายาทรุ่นใหม่ขาดความสนใจในการสานต่อธุรกิจ ต้นทุนบริหารจัดการสูงขึ้น รายได้ขายปลีกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็ทะยอยๆปิดกันไป

**** ไหนๆ ก็ว่ากันเรื่องทองคำแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศเจ้าพนักงานปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมทองคำ ที่เชื่อมโยงกับการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ว่าด้วยการซื้อขายทองคำ โดยกำหนดให้ผู้ซื้อหรือขายทองคำ ที่มีการ “นำเข้าหรือส่งออกทองคำ” และมีมูลค่ารวมของการซื้อขายในประเทศเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ 10,000 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ต้องรายงานข้อมูลดิจิทัล การทำธุรกรรมทองคำ ผ่านเว็บไซต์ (ธปท.) กรณีเหตุจำเป็น เจ้าพนักงานมีอำนาจเรียกให้ผู้ประกอบการรายงานข้อมูลเพิ่มเติมเป็นรายกรณีได้ทันที และต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เก็บเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปี เพื่อรองรับการเรียกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ ที่ต้องทำเช่นนี้ เพื่อเข้าไปดูเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเงินบาท เงินเทาผ่านทองทำให้เงินบาทแข็งเกินศักยภาพนั่นเอง

                                “ทองคำขาขึ้น” โลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยต้องหาทางรอด

*** เก็บตกจากเวทีดาวอสเสียหน่อย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สรุปได้ความว่า โลกปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และโครงสร้างการค้าโลก ไม่ได้อยู่ในระบบพหุขั้วอำนาจแบบที่เคยคิดกันอีกต่อไป แต่ก้าวเข้าสู่สภาวะที่รุนแรงกว่านั้น เป็นการเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว ไม่ใช่เพียงการแข่งขันของหลายมหาอำนาจ แต่เป็นโลกที่ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้ต้อง “เลือกข้าง” ในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน แต่ละประเทศต้องเร่งหาทางรอด

*** ไทยจำเป็นต้องปรับบทบาทเชิงรุก วางตำแหน่งประเทศให้เป็น “พันธมิตรกับทุกฝ่าย” และมุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วม มากกว่าการยึดติดกับการเลือกข้าง และการดำเนินนโยบายการค้าในยุคใหม่ ต้องเจรจาเป็นรายประเด็น เลือกความร่วมมือในเรื่องที่เกิดประโยชน์ร่วมกันจริง ต้องทำรูปแบบการค้าใหม่ ความร่วมมือใหม่ ลดความเปราะบางจากระเบียบโลกที่ไม่แน่นอน หัวใจสำคัญไม่จำเป็นต้องคุยทุกเรื่องกับทุกประเทศ แต่ต้องเลือกเรื่องที่เป็นประโยชน์ร่วม และสร้างคุณค่าให้ทั้งสองฝ่าย เป็น game changer ของเศรษฐกิจในยุคนี้ โลกไม่เหมือนเดิม การค้าการขายไม่เหมือนเดิม ไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ให้ทันต่อกติกาใหม่ของโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการ และประเทศสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว