
ปัญหาภาวะวิกฤตทางอํานาจ และ สภาวะทางตันในการบริหารของ บอร์ด กสทช.
ปัญหาภาวะวิกฤตทางอํานาจ และ สภาวะทางตันในการบริหารของ บอร์ด กสทช. : บทความ โดย...ประพันธุ์ คูณมี นักกฎหมายและอดีตสมาชิกวุฒิสภา
KEY
POINTS
- คณะกรรมการสรรหามีมติชี้ขาดว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติตั้งแต่ก่อนได้รับการแต่งตั้ง ทำให้การดำรงตำแหน่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- การที่ นพ.สรณ ไม่ยอมพ้นจากตำแหน่งและพยายามจัดการประชุม ทำให้กรรมการ กสทช. ท่านอื่นไม่สามารถเข้าร่วมได้ เนื่องจากมติที่เกิดขึ้นอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดภาวะวิกฤตทางอำนาจและทางตันในการบริหาร
- บทความเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามกฎหมายบังคับให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่ง และให้กรรมการที่เหลืออยู่เลือกประธานคนใหม่ เพื่อแก้ไขวิกฤตและให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้
คําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจาย กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ที่1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นคําวินิจฉัยชี้ขาดให้เป็นที่สุดว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(2) และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตําแหน่งตามมาตรา 18 พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 มีผลทางกฎหมายย้อนไปตั้งแต่ก่อนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เท่ากับ นพ.สรณฯ ไม่เคยเป็นกรรมการ กสทช.แม้แต่วันเดียว
คําสั่งทางปกครองดังกล่าว มีผลใช้บังคับทันทีตามกฎหมาย เว้นแต่จะมีคําสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน ตาม มาตรา 63/2 แห่ง พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และเมื่อกรรมการ กสทช.ทุกคน ได้รับทราบหนังสือคําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาอย่างเป็นทางการแล้ว ย่อมถือว่าได้รับทราบปัญหาเกี่ยวกับ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณฯ
ประธานกรรมการ กสทช. จึงไม่อาจที่จะยกเอาข้ออ้างตามมาตรา 19 มาอ้างเพื่อรับรองความถูกต้องสมบูรณ์ของการร่วมประชุมและมติใดๆ ที่มี นพ.สรณฯ เป็นประธานการประชุมได้ ทั้งสุ่มเสี่ยงต่อความชอบด้วยกฎหมาย กรรมการผู้ร่วมประชุมอาจต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และในทางปกครอง การไม่เข้าร่วมประชุมของกรรมการ กสทช.ท่านอื่นๆ จึงชอบแล้ว เว้นแต่จะเป็นการจัดประชุมกันเองเฉพาะ กสทช.ที่เหลืออยู่ตามมาตรา 20 วรรคสาม
สถานะของ นพ.สรณฯ เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามก่อนโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จึงอยู่ในตําแหน่ง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่แรก ไม่จําเป็นต้องมีกระบวนการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตําแหน่ง ตามมาตรา 20 แต่อย่างใด เพราะถือว่าไม่มีสถานะเป็นกรรมการ กสทช.มาตั้งแต่ต้น ไม่มีความจําเป็นใดๆ ที่จะต้องมีใครไปสั่งให้ นพ.สรณฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะจากคําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่มีมติเป็นเอกฉันท์ มีผลให้ นพ.สรณฯ ไม่มีฐานทางกฎหมายใดรองรับให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปแต่อย่างใด เมื่อกฎหมายถือว่าไม่เคยเป็นกรรมการ กสทช.เลยแม้แต่วันเดียว ย่อมไม่มีหน้าที่และอํานาจปฏิบัติงานในฐานะเป็นเจ้าพนักงานหรือ กรรมการ กสทช. ได้ต่อไปนั่นเอง
ข้อเท็จจริงว่า ตนเอง(นพ.สรณฯ) รู้ว่าตนไม่มีหน้าที่และอํานาจจะปฏิบัติงานในฐานะกรรมการ กสทช.อีกต่อไป เป็นข้อเท็จจริงที่ นพ.สรณฯ รู้อยู่แก่ใจปฏิเสธไม่ได้ จึงได้ให้ทนายความไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ให้เพิกถอน คําสั่งคณะกรรมการสรรหาและยื่นคําร้องขอคุ้มครองขอให้ไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อให้ศาลทุเลาการบังคับตามคําวินิจฉัยของกรรมการสรรหาระหว่างพิจารณาคดี
แต่ปรากฏว่า ศาลปกครองกลางมีคําสั่งไม่รับคําฟ้องไว้พิจารณาและยก คําร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน และมีคําสั่งไม่ให้ทุเลาการบังคับแต่อย่างใดๆ ในทุกข้อ จึงมีผลให้คําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา เป็นคําสั่งทางปกครองที่ยังมีผลบังคับกับ นพ.สรณฯ และเปิดทางให้ฝ่ายบริหาร คือ นายกรัฐมนตรี ผู้รักษาการตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ตามมาตรา 5 ใช้อํานาจตามกฎหมายบังคับการให้เป็นไปตามคําวินิจฉัยของคณะกรรมการหาได้
การดื้อรั้นดึงดันแบบดื้อตาใสของ นพ.สรณ ที่จะกอดเก้าอี้ประธานกรรมการ กสทช. ทําตัวเป็นไอ้เข้ขวางคลองขัดขวางการประชุมและการทําหน้าที่ของกรรมการ กสทช.ส่วนที่เหลือ อยู่จํานวน 6 ท่าน ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา 20 วรรคสาม แห่ง พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯจนทําให้การประชุม กสทช.ต้องล่ม ไม่อาจจัดการประชุมต่อไปได้นั้น
จึงเป็นการกระทําที่ผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กรรมการ กสทช. ส่วนที่เหลืออยู่ ทําให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรง สมควรที่จะต้องถูกดําเนินคดีทางอาญาอีกข้อหาหนึ่ง รวมถึงบุคคลที่เข้าร่วมเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนการกระทําของ นพ.สรณฯ ด้วย โดยเฉพาะรักษาการเลขาธิการ สํานักงาน กสทช. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138,145 และข้อหาอื่นๆอีก
การที่ นพ.สรณฯ เจตนาจงใจไม่ยอมพ้นไปจากตําแหน่งประธานกรรมการ กสทช. และกระทําการขัดขวางการทําหน้าที่ของกรรมการ กสทช.ที่เหลืออยู่เช่นนี้ จึงก่อให้เกิดปัญหาวิกฤตต่อองค์กรและสํานักงาน กสทช.อย่างร้ายแรง จนทําให้องค์กร กสทช. ตกอยู่ในภาวะชะงักงันทางกฎหมายคือ "ภาวะวิกฤตทางอํานาจ" ( Ligitimacy Crisis) และเกิดสภาวะทางตันในการบริหาร (Administrative Deadlock) ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสภาพภายในองค์กรและก่อปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ตราบใดที่ นพ.สรณฯ ยังดึงดันที่จะอยู่ในตําแหน่งต่อไป อาทิ เช่น
การประชุมอาจไม่ครบองค์ประชุม ทําให้ไม่สามารถขับเคลื่อนมติสําคัญๆ เช่น แผนแม่บททีวีดิจิทัล หรือเกิด ภาวะอัมพาตทางการบริหาร (Administrative Paralysis) นโยบายหลายอย่างไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ ส่งผลกระทบในทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง ประโยชน์สาธารณะและผลประโยชน์แห่งชาติ ให้ได้รับความเสียหายโดยมิ อาจประเมินค่าได้
เหตุดังกล่าว จึงถือได้ว่า สถานการณ์การขององค์กรคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และสภาพปัญหาภายในสํานักงาน กสทช. ตกอยู่ในภาวะวิกฤตในทางการบริหาร โดยมีสาเหตุมาจากการกระทําของ นพ.สรณฯ เพียงคนเดียวกับพวก ที่ไม่เคารพกฎหมาย ไม่ยอมปฏิบัติตาม คําสั่งทางปกครอง และคําวินิจฉัยอันเป็นที่สุดของคณะกรรมการสรรหา มิใช่ความผิดของกรรมการ กสทช.ท่านอื่นๆ อันเป็นเหตุที่จะกล่าวอ้างหรือเรียกร้องให้ยุบองค์กร กสทช.แต่อย่างใด
กรณีจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ปัญหาดังกล่าว ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วนที่สุดจากนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาการตามกฎหมาย เพื่อให้คณะกรรมการส่วน ที่เหลืออยู่ (6ท่าน) สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เพื่อให้องค์กรกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) สามารถดําเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญและ ตามหน้าที่และ อํานาจที่กฎหมายกําหนดไว้ใน พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553
เนื่องด้วยนายกรัฐมนตรีเองเป็นผู้ที่ได้มีบัญชาให้สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหนังสือ ลับ ที่ นร 0404/ ล2029 ลงวันที่ 26 มีนาคม 2569 เรียนเลขาธิการวุฒิสภา ขอให้พิจารณาดําเนินการกรณีปัญหาคุณสมบัติของ ประธานกรรมการ กสทช. โดยอ้างถึงความเห็นของกรรมการกฤษฎีกาคณะที่หนึ่งว่า เป็นหน้าที่และอํานาจของคณะ กรรมการสรรหาชุดเดิมเป็นผู้วินิจฉัยตามมาตรา 15/1 พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่4) 2564 สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา จึงได้ดําเนินการเพื่อให้มีการประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.เพื่อ วินิจฉัยกรณีดังกล่าว ตามที่นายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ดําเนินการแล้ว
ต่อมาได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจาย เสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีคําวินิจฉัยเรื่องปัญหาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามาตรา 8(2) จึงถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตําแหน่งเป็นกรรมการ กสทช.ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ปรากฏรายละเอียดตามคํา วินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ 1/2569
ผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าว ถือเป็นคําสั่งทางปกครอง ที่มีผลทางกฎหมายทันทีตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 มาตรา 42 และมาตรา 63/2 ตราบใดที่ยังไม่มีคําวินิจฉัยของศาลปกครองเป็นอย่างอื่น และคําวินิจฉัยดังกล่าวให้เป็นที่สุดตามมาตรา 15/1 แห่ง พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 แก้ไขเพิ่ม เติม(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2564 ทําให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ต้องพ้นจากตําแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. มา ตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติ
และกระทําการฝ่าฝืนกฎหมาย คือนับตั้งแต่ก่อนวันที่นายกรัฐมนตรี จะนําชื่อขึ้นกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง มีผลให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ อยู่ในการดํารงตําแหน่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตลอดมา การปฏิบัติหน้าที่ใดๆในฐานะกรรมการ กสทช.ของ นพ.สรณฯ จึงไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ
ด้วยเหตุดังกล่าว ท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความ ถี่ฯ พ.ศ.2553 (มาตรา5) และเป็นผู้มีบัญชาให้สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีดําเนินการ จนคณะกรรมการสรรหามีคําวินิจฉัย จึงจําเป็นต้องเป็นผู้ใช้อํานาจและหน้าที่ตามกฎหมายของท่านโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และดําเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤตนี้ให้ยุติลงโดยเร็วและด่วนที่สุด
ท่านต้องไม่ทําตัวเป็นนายแบก คอยอุ้มคนผิดให้ลอยนวลมีอํานาจปล้นและผลาญทําลายสมบัติชาติ เพราะที่ผ่านมาผู้คนต่างจับตาดูท่าทีและการปฏิบัติของท่านในกรณีนี้มาโดยตลอด
ท่านต้องไม่ลืมว่ากฤษฎีกาคณะที่หนึ่ง ส่งคําวินิจฉัยตอบข้อหารือของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มายังท่าน ตั้งแต่สิงหาคม 2568 ท่านส่งเรื่องไปสํานักเลขาธิการวุฒิสภา มีนาคม 2569 กรรมการสรรหาวินิจฉัย เสร็จท่านเตะลูกต่อส่งไปกฤษฎีกาอีก ถามเรื่องคุณสมบัติคุณ วิทัย รัตนากรผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย จนกฤษฎีกาบ่นว่า ส่งมาทําไมก็เคยตอบไปแล้ว
จนบัดนี้ นพ.สรณฯ ฟ้องไปยังศาลปกครอง ศาลก็ไม่รับฟ้องและยกคําร้องไปแล้วทั้งหมดทุกข้อ รวมเวลาที่ท่านดึงเรื่องไว้ก็ร่วม 2 ปี ถ้านับรวมจากท่านเป็นรองนายกฯ ด้วย ต่อจากนี้ท่านจะเขียลูกไปไหนอีกครับ เพราะขว้างงูไปอย่างไรก็ไม่พ้นคอตัวเอง
นี่ยังไม่นับรวมพฤติกรรมที่ท่านตั้ง พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เลขานุการประธาน กสทช. (นพ.สรณฯ) เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกุล) และตั้ง นายบวร ศักดิ์ อุวรรณโน ที่ปรึกษากฎหมายประจําตัวประธาน กสทช. (นพ.สรณฯ) เป็นรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลท่านด้วย
พฤติกรรมอย่างนี้ประชาชนต่างรู้ทันทั้งสิ้น เลิกคิดอุ้มคนผิดได้แล้วครับ และที่บอกจะทําตามกฎหมายนั้น ท่านจะทําให้จบตามกฎหมายเมื่อใด ชาตินี้หรือชาติหน้าครับ หรือ ต้องรอให้มีคนไปฟ้องท่านที่ศาลรัฐธรรมนูญ ร้อง ป.ป.ช. หรือ ฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบเสียก่อน แบบยอมตายเพื่อคนผิดเพียงคนเดียวที่ทําลายองค์กร กสทช. ด้วยความปารถนาดีอย่างยิ่งครับ จึงขอให้นายกฯ โปรดพิจารณาเสียโดยด่วน ก่อนที่เก้าอี้นายกฯ จะไม่เหลือให้ท่านนั่ง ดังนี้ครับ
1. ขอให้นายกรัฐมนตรี ได้โปรดใช้อํานาจตามกฎหมายเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามคําสั่งทางปกครอง และ คําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา เพื่อให้บุคคลผู้เข้าดํารงตําแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. (นพ.สรณ บุญ ใบชัยพฤกษ์) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ้นจากตําแหน่งเสียโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้เป็นไปตามแนวคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.255/2565 (ประชุมใหญ่) หรือจะกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ ให้พ้นไปจากตําแหน่งเพื่อยุติปัญหาภาวะวิกฤตในการบริหารของ กสทช. หยุดยั้งความเสียหายใดๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อสํานักงาน กสทช. ก็ตามแต่ท่านเห็นสมควร
2. ขอให้นายกรัฐมนตรี โปรดมีบัญชาให้สํานักเลขาธิการสํานักนายกรัฐมนตรี มีหนังสือแจ้งให้กรรมการ กสทช.ที่เหลืออยู่จํานวน 6 ท่านจัดประชุมกันเอง เพื่อเลือกกรรมการ กสทช.คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ แล้วแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนําความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น ประธานกรรมการ กสทช.คนใหม่ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ทั้งนี้โดยเป็นไปตามมาตรา 20 วรรคห้า พรบ.องค์กร จัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 ซึ่งจะมีผลทําให้ปัญหาการบริหารภายใน กสทช.มีข้อยุติโดยชอบด้วยกฎหมายโดยเร็ว
ด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตามได้เรียนต่อท่านนายกรัฐมนตรีมาโดยลําดับแล้วนั้น จึงขอให้ท่าน โปรดพิจารณาโดยด่วน เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง และเพื่อยุติปัญหาสําคัญอันก่อให้เกิดวิกฤตต่อองค์กร กสทช. โดยเร่งด่วนที่สุดด้วย จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
ที่ท่านแก้ปัญหาอื่นๆ ก็ย้ำแย่ไม่เห็นผลคืบหน้าใดๆ สักเรื่อง ทําให้ตัวท่านและรัฐบาลเสื่อมศรัทธาไปมากพอแล้ว ทําเรื่องนี้ให้ดีสักเรื่องได้ไหมครับ กอบกู้ชื่อเสียงเรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมาสักเรื่องเถอะ หรือจะทําตัวเป็นนายกรัฐมนตรี “นายแบก นายอุ้ม” ในทุกๆ เรื่องต่อไป จนหมดอํานาจครับ
ถึงวันนั้นอย่าไปโทษใครเลย ว่าทําไมนายกรัฐมนตรีที่มาจากนักการเมือง จึงถูกประชาชนขับไล่ หรือถึงโดนยึดอํานาจ
บทความ โดย...ประพันธุ์ คูณมี นักกฎหมาย และอดีตสมาชิกวุฒิสภา







