
สะพานแห่งโอกาสและอนาคตร่วมกัน เพื่อเป็นทางออกเศรษฐกิจไทย–เมียนมา
สะพานแห่งโอกาสและอนาคตร่วมกัน เพื่อเป็นทางออกเศรษฐกิจไทย–เมียนมา คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดยดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
หลังการมาเยือนของประธานาธิบดี พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผมเชื่อว่าทุกท่านคงได้เห็นและรับฟังการแถลงข่าวของภาครัฐ และการรายงานข่าวจากสื่อมวลชนหลายๆแขนงไปแล้ว ซึ่งก็ถือว่านี่คือประตูบานแรก หลังจากหลายปีที่ผ่านมาได้ปิดลงไป ได้เปิดออกมาแล้ว จึงเป็นการสร้างความหวังให้แก่พวกเราที่เป็นผู้ประกอบการทั้งไทยและเมียนมา ที่รอคอยกันมานานครับ
ในท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก และความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ประเทศไทยและประเทศเมียนมาไม่ได้เป็นเพียงแค่ประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีพรมแดนธรรมชาติหมุดหมายติดต่อกันยาวกว่าสองพันกิโลเมตรเท่านั้น หากแต่เราคือหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีลมหายใจทางเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตผูกพันกันอย่างแนบแน่นนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
การขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศในยุคปัจจุบัน จึงไม่สามารถดำเนินไปในรูปแบบเดิม ๆ ที่มองเพียงแค่การซื้อมาขายไปของสินค้าสำเร็จรูป ผ่านด่านชายแดนแบบวันต่อวันได้อีกต่อไป แต่มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมกันวางรากฐานและโครงสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจเชิงลึกที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมๆ และสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้แก่ประชาชนของทั้งสองฝั่งอย่างเป็นรูปธรรม
ในฐานะของประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมาและนักธุรกิจไทยคนหนึ่ง ที่ได้มีโอกาสทำมาหากินที่นั่นมาอย่างยาวนานกว่า36 ปี ผมได้สัมผัส เผชิญอุปสรรค เรียนรู้ข้อจำกัดทางการค้า และขณะเดียวกันผมก็มองเห็นศักยภาพอันมหาศาล ที่ซ่อนอยู่ของการค้าระหว่างประเทศ ข้อเสนอและมุมมองทั้งหมดนี้ จึงเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจอันบริสุทธิ์ที่อยากจะเห็นทางออกอันสมดุล ยุติธรรม และนำพาเศรษฐกิจของทั้งไทยและเมียนมาให้เติบโตไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ
หัวใจสำคัญประการแรก เริ่มต้นจากความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังและปัจจัยพื้นฐานที่สุดของการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ A6 ในพื้นที่น้ำลึกนอกชายฝั่ง ซึ่งถือเป็นขุมพลังงานยุทธศาสตร์แห่งอนาคตของภูมิภาค ด้วยความซับซ้อนของเทคโนโลยีระดับสูงที่ต้องใช้ในการสำรวจและการผลิต ในระดับความลึกของน้ำทะเลกว่าสองพันถึงสองพันห้าร้อยเมตร รวมถึงวงเงินลงทุนมหาศาลที่คาดการณ์ไว้ว่า จะต้องใช้เม็ดเงินสูงถึงหกพันถึงแปดพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
การที่องค์กรของไทยเรา ที่มีความเชี่ยวชาญ สภาพคล่อง และเทคโนโลยีพร้อมอย่าง ปตท.สผ. ถ้าหากเข้าไปร่วมมือในฐานะผู้ดำเนินการโครงการร่วมกับพันธมิตร จะช่วยเร่งรัดให้การพัฒนาโครงการนี้ เกิดขึ้นได้จริงและรวดเร็วที่สุด ซึ่งประโยชน์อันคุ้มค่านี้ไม่ได้ตกอยู่กับใครอื่น นอกจากความมั่นคงทางพลังงานของเมียนมาเอง ที่จะมีรายได้จากการสัมปทานและก๊าซธรรมชาติ กลับเข้าสู่ประเทศ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน
ขณะเดียวกันฝั่งไทยก็จะได้เสถียรภาพทางพลังงาน ในระดับโครงสร้างราคาที่แข่งขันได้ โดยอิงกรอบราคาที่ไม่สูงไปกว่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดโลก ซึ่งจะเป็นมิติความร่วมมือที่เกื้อกูลกัน สร้างกรอบ WIN-WIN และส่งสัญญาณสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั่วโลกได้อย่างเด่นชัดว่า ภูมิภาคนี้พร้อมแล้วสำหรับความมั่นคงทางพลังงานระยะยาวครับ
ยิ่งไปกว่านั้น การจะทำให้กระแสการค้าและการลงทุนไหลเวียนได้อย่างไร้รอยต่อ เราจำเป็นต้องกล้าที่จะทลายข้อจำกัดเชิงนโยบาย และอุปสรรคเรื่องการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นข้อกังวลและเปรียบเสมือนจุดคอขวดหลักของภาคธุรกิจในปัจจุบัน แนวคิดเรื่องการจัดตั้งระบบโควตารายประเทศ หรือ Country Quota System จึงน่าจะถูกหยิบยกขึ้นมา ในฐานะทางออกทางกลไกการชำระเงินที่ชาญฉลาด และสอดรับกับสภาวการณ์จริง โดยการนำมูลค่าการส่งออกพลังงานหรือสินค้าจากรัฐวิสาหกิจเมียนมา มาใช้เป็นฐานอ้างอิงในการบันทึกรายได้แห่งชาติ เพื่อนำมาใช้อำนวยความสะดวก ชดเชย และค้ำประกันการนำเข้าสินค้าที่จำเป็นจากประเทศไทย
กลไกนี้นอกจากจะช่วยประเทศเมียนมา ผ่อนคลายแรงกดดันด้านสภาพคล่อง และสำรองเงินตราต่างประเทศของธนาคารกลางเมียนมาแล้ว ยังช่วยลดขั้นตอนของทางราชการประเทศเมียนมาที่ซับซ้อน ลดต้นทุนธุรกรรมทางการเงิน และลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค และสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต สามารถเข้าถึงตลาดเมียนมาได้อย่างราบรื่น สมดุล มีเสถียรภาพ และมีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการของทั้งสองฝ่ายด้วยครับ
เมื่อโครงสร้างพลังงานได้รับการวางรากฐาน และระบบการค้าได้ถูกปลดล็อกให้ไหลเวียนได้ดีขึ้น การยกระดับภาคการผลิตและอุตสาหกรรมร่วมกัน จึงเป็นก้าวถัดไปที่สำคัญยิ่งและมองข้ามไม่ได้เลย โดยภาคเอกชนไทยที่มีความพร้อมเป็นอย่างยิ่ง ที่จะปรับเปลี่ยนบทบาททางการค้า จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ส่งออกสินค้าสำเร็จรูป ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางการผลิตในลักษณะเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกวัตถุดิบคุณภาพดี สินค้าขั้นกลาง การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย การรับจ้างผลิตตามมาตรฐานสากล รวมถึงการเปิดกว้างให้เกิดการร่วมทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่นในเมียนมา เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ การสร้างงาน สร้างอาชีพ ยกระดับรายได้ และพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่อย่างจริงจัง
ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมร่วมกันนี้ รัฐบาลเมียนมาอาจควรพิจารณาอำนวยความสะดวก ในการออกใบอนุญาตนำเข้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมและสินค้าขั้นกลาง เพื่อการแปรรูปเพิ่มมูลค่า โดยผ่อนปรนหรือยกเว้นเงื่อนไขการแสดงรายได้จากการส่งออกในขั้นต้นเป็นการชั่วคราว เพื่อให้โรงงานและภาคการผลิตในเมียนมา สามารถเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และสร้างมูลค่าเพิ่ม จนกระทั่งส่งออกเพื่อสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจเมียนมาในท้ายที่สุด
อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนนโยบายระดับใหญ่เหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดความเชื่อมโยงที่ใกล้ชิด สะดวกรวดเร็ว และโปร่งใสของภาคธุรกิจระดับปฏิบัติการ การส่งเสริมให้เกิดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ระหว่างองค์กรภาคเอกชนหลักของทั้งสองประเทศ เช่น สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าและสมาคมธนาคาร หรือที่เรียกว่า “กกร.” ของประเทศไทยกับ UMFCCI ของประเทศเมียนมา ซึ่งจะเป็นสะพานเชื่อมที่แข็งแกร่งที่สุดในการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในรูปแบบการจับคู่เครือข่าย Networking Matching เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเชิงลึก การจัดทำฐานข้อมูลพันธมิตรการค้า ที่อยู่บนพื้นฐานที่ได้รับความไว้วางใจ ความเชื่อใจและเชื่อมั่น
ตลอดจนการร่วมกันจัดคณะผู้แทนทางการค้าและการลงทุนเคลื่อนที่ กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงทางการค้า ป้องกันการฉ้อโกง ลดความกังวลใจของนักลงทุน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นฐานรากที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจ ได้มีพื้นที่ในการสร้างเครือข่าย เติบโต และขยายตลาดไปด้วยกันอย่างปลอดภัยและมีความสุขครับ
ท้ายที่สุดแล้วภาพสะพานแห่งโอกาส และความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สมบูรณ์แบบที่สุด จะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการร่วมกันจัดตั้งและพัฒนาเขตเศรษฐกิจร่วมตามแนวชายแดน ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีความปลอดภัย ให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิต แปรรูป บรรจุภัณฑ์ ระบบโลจิสติกส์ และการกระจายสินค้าแบบครบวงจร ภายใต้ปรัชญาและแบรนด์แห่งความภาคภูมิใจร่วมกันอย่าง “Made in Thailand And Made in Myanmar”
การผนึกกำลังโดยใช้จุดแข็งทางเทคโนโลยี นวัตกรรม ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และวัตถุดิบของไทย ควบคู่ไปกับศักยภาพด้านทรัพยากร แรงงานที่มีทักษะ และทำเลที่ตั้ง ซึ่งจะเป็นประตูสู่ประเทศอินเดียและประเทศสาธารณประชาชนจีนของเมียนมา จะช่วยทำให้เป็นการลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างมหาศาล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และกลายเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ให้แก่ทั้งสองประเทศในระยะยาว
ข้อเสนอทั้งหมดนี้ จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากมุมมองเชิงพาณิชย์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือบทสรุปของความตั้งใจจริงจากภาคธุรกิจไทย ที่เชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจว่า หากเราจับมือกันด้วยความเข้าใจ เคารพซึ่งกันและกัน และกล้าที่จะก้าวผ่านอุปสรรคเดิมๆ เศรษฐกิจของไทยและเมียนมาจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้รอดชีวิตในโลกยุคใหม่ แต่จะสามารถเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง รุ่งเรือง และอย่างยั่งยืนร่วมกันตลอดไปครับ







