thansettakij
thansettakij
Data Center กลางกรุง ปลาเน่าตัวเดียว ที่อาจทำพังทั้งระบบ

Data Center กลางกรุง ปลาเน่าตัวเดียว ที่อาจทำพังทั้งระบบ

03 ก.ย. 69 | 23:00 น.

Data Center กลางกรุง ปลาเน่าตัวเดียว ที่อาจทำพังทั้งระบบ : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย... เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • ดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งสร้างกลางชุมชนหนาแน่นโดยใช้ช่องโหว่กฎหมาย หลีกเลี่ยงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และ ลักลอบเก็บน้ำมันดีเซลสำรองปริมาณมหาศาล สร้างความเสี่ยงให้ประชาชน
  • พฤติกรรมของผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย ส่งผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรม ทำให้ภาครัฐต้องสั่งระงับใบอนุญาตใหม่ในกรุงเทพฯ และ เข้าตรวจสอบเข้มงวด
  • การสั่งชะลอโครงการทำให้การเติบโตของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องต้องหยุดชะงักในระยะสั้น แต่อาจนำไปสู่การจัดระเบียบและย้ายฐานการลงทุน ไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมอย่าง EEC ในระยะยาว

ช่วงนี้ถ้าใครไม่ได้ติดตามข่าวเรื่อง Data Center หรือ ศูนย์ข้อมูล บอกเลยว่า เวลาคุยกับใครอาจคุยกันไม่รู้เรื่องแน่ๆ เพราะจากเดิมที่เคยมองกันว่า นี่คืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่รัฐบาลโปรโมตกันเช้าเย็น ว่าเป็นแม่เหล็กดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในไทย

แต่ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นประประเด็นร้อน ที่สร้างความกังวลให้กับคนกรุงเทพฯ และกำลังถูกมองว่า อาจกลายเป็น “ปลาเน่าตัวเดียว” ที่ส่งผลกระทบทำให้ Data Center อาจถึงกับพังกันไปทั้งระบบ 

 

ปัญหาเริ่มจากการมี Data Center ขนาดใหญ่ผุดขึ้นกลางชุมชนหนาแน่น โดยเฉพาะย่านรามคำแหง 28 และพื้นที่ใกล้กับโรงพยาบาลพระราม 9 ที่สำคัญคือ พฤติกรรมการแอบจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินในปริมาณสูงถึง 200,000 ถึง 400,000 ลิตร ตั้งอยู่ใกล้ทั้งโรงพยาบาล และพื้นที่พักอาศัย จนประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากกลิ่นน้ำมัน มลพิษเสียง และ เกิดความหวาดผวาในเรื่องความปลอดภัยอย่างหนัก

แน่นอนว่า ไม่ต่างไปจากเรื่องเดิมๆ นั่นก็คือ การใช้ “ช่องโหว่ทางกฎหมาย” ที่ผู้ประกอบการบางรายคอยค้นหาอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

เหตุผลง่ายๆ ก็อาศัยแค่เรื่องที่ในอดีตประเทศไทย ยังไม่มีคำนิยามทางกฎหมายของ Data Center ที่ชัดเจน ทำให้กลุ่มทุนสวมรอยยื่นขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะ “อาคารคลังสินค้า” เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยไม่ต้องขออนุญาตเป็นโรงงานอุตสาหกรรม จนสามารถตั้งอยู่ในพื้นที่ผังเมืองคลังสินค้าที่อยู่ติดชุมชนได้อย่างสะเปะสะปะ และกลายมาเป็นระเบิดเวลาที่สร้างความเดือดร้อนในที่สุด

ในที่สุดปัญหาร้อนที่เกิดขึ้นนี้ ก็ส่งผลสะเทือนไปทั้งระบบ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะพฤติกรรม “ลักไก่” ของผู้ประกอบการเพียงไม่กี่แห่ง 

ล่าสุดมีหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งถึงกับต้องโผล่หน้าออกมาโชว์ความ “เข้มงวด” ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของพื้นที่อย่าง กทม. การไฟฟ้านครหลวง และ การประปานครหลวง ขณะที่กระทรวงพลังงานลงพื้นที่ตรวจสอบ Data Center ย่านพระราม 9 ก็พบถังน้ำมันกว่า 200,000 ลิตร ที่ยังไม่มีใบอนุญาต

ขณะที่ฝั่งของรัฐบาลกลาง โดย BOI ก็เตรียมประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการ Data Center เพื่อจัดระเบียบโครงสร้างของอุตสาหกรรมในภาพรวมเป็นการด่วน จนถึงขั้นของการสั่งเบรกและระงับใบอนุญาตในพื้นที่ กทม. ในที่สุด

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า พฤติกรรม "ปลาเน่า" เพียงไม่กี่รายนี้ในครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบกับเค้กก้อนใหญ่ของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  

จากข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันมี Data Center ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มากกว่า 45 แห่ง กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น พระราม 9 รามคำแหง บางนา และ เจริญกรุง ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ พบว่า มีนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้ถึง 1,145 ราย ทุนจดทะเบียนรวมกว่า 1.74 แสนล้านบาท 

ดังนั้น การสั่งเบรกและระงับใบอนุญาตที่ว่า จึงทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center ในภาพรวมต้องชะงักลง เพราะความมักง่ายของผู้เล่นบางราย แม้ในระยะยาวจะทำให้ภาครัฐต้องเข้ามาปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคาร กำหนด Zoning ผังเมืองใหม่ และ บังคับทำ EIA ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำทันที เพื่อความปลอดภัยที่ดีกว่าก็ตาม 

ในมุมมองของตลาดหุ้นและผลกระทบต่อนักลงทุน การจัดระเบียบครั้งนี้ ได้สร้างความผันผวนให้กับการลงทุนพอสมควร  

โดยกลุ่มที่ต้องรับแรงกระทบและปาดเหงื่อในระยะสั้นคือ หุ้นรับเหมาและกลุ่ม ICT Solution/System Integrator เช่น INSET, AIT และ SAMTEL เพราะงานก่อสร้างและวางระบบ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องถูกชะลอออกไปประมาณ 3 ถึง 6 เดือน เพื่อรอให้หลักเกณฑ์ใหม่มีความชัดเจน 

รวมถึง หุ้นกลุ่มสื่อสารและผู้ให้บริการ Data Center เดิมในเมือง เช่น AIS, TRUE, PROEN และ INET ที่ต้องเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวด ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี... ในวิกฤตย่อมมีโอกาส เพราะการย้ายฐานจะสร้างโอกาสใหม่ให้กับกลุ่มหุ้นที่มีมาตรฐานถูกต้องเช่นกัน  

โดยกลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ในระยะยาวคือ หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม อย่าง WHA และ AMATA เพราะกลุ่มทุน Hyperscale ต่างชาติ จำเป็นต้องปรับแผนจากการตั้ง Data Center กลางเมือง ย้ายไปสู่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีผังเมืองรองรับถูกต้อง มีระบบสาธารณูปโภคพร้อม และทำ EIA ได้ตามขั้นตอน 

รวมถึง โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ อย่าง GULF, GPSC และ BGRIM ที่มีโอกาสเติบโตจากความต้องการพลังงานสะอาด และ Green PPA ของผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง 

สุดท้ายแล้ว เจ๊เมาธ์มองว่า การสั่งชะลอและจัดระเบียบ Data Center กลางกรุงเทพ แม้จะสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนในกลุ่มรับเหมา และผู้ให้บริการ Data Center ในเมืองในช่วงสั้นๆ แต่ถ้ามองกันในระยะยาว เรื่องนี้อาจเป็นการ “จัดระเบียบก่อนโต” มากกว่าจะเป็นการปิดกั้นอุตสาหกรรม 

เอาเป็นว่า เมื่อมีกติกาชัดเจน...เม็ดเงินลงทุนก็มีแนวโน้มจะไหลไปยังพื้นที่ที่มีความพร้อม ทั้งด้านผังเมือง ระบบสาธารณูปโภค และ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ซึ่งจะทำให้การเติบโตของ Data Center เดินหน้าไปพร้อมกับความปลอดภัยของประชาชน และช่วยให้การลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทย มีความเป็นระบบมากขึ้นในระยะยาว 

เจ๊เมาธ์คงได้แค่บ่นว่า มันก็เป็นเรื่องเดิมๆ ที่ถ้าหากมีการเตรียมตัวที่ดีหรือมีแผนงานรองรับที่ชัดเจน ไม่ใช้สักแต่ว่า วิ่งชนงานกันโง่ๆ ก็คงไม่ต้องมีปัญหาที่ต้องนำไปแก้ไข จนกลายเป็นเรื่องของ “ลิงแก้แห” ที่ยิ่งพยายามแก้ไขก็ยิ่งมีปัญหาอย่างที่เห็นอยู่แบบนั่นเองเจ้าค่ะ

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์