thansettakij
thansettakij
ถอดรหัส KBANK สัญญาณเตือนที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

ถอดรหัส KBANK สัญญาณเตือนที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

20 ส.ค. 69 | 23:00 น.

ถอดรหัส KBANK สัญญาณเตือนที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • Bloomberg Intelligence จัดให้ KBANK เป็นหนึ่งในสามบริษัทของเอเชียแปซิฟิกที่มีมุมมองเชิงลบ
  • ปัจจัยเสี่ยงหลักมาจาก 3 ประการ ได้แก่ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง, ความเปราะบางของกลุ่มลูกค้า SME และ แรงกดดันจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง
  • ความเสี่ยงดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินเชื่อ (NPL) และความสามารถในการทำกำไรของธนาคาร โดยคาดว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ท้าทาย

*** ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า “ธนาคารกสิกรไทย” หรือ KBANK หนึ่งในธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ และมีประวัติยาวนานของไทย กลับกลายเป็นหนึ่งใน 3 บริษัทของเอเชียแปซิฟิกที่ Bloomberg Intelligence จัดให้อยู่ในกลุ่มมุมมองเชิงลบ ร่วมกับ Datang Power ผู้ผลิตไฟฟ้าจากจีน ที่พึ่งพาถ่านหินในสัดส่วนสูง และ Mengniu ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่อันดับ 2 ของจีน ซึ่งถูกคาดหมายว่า กำไรอาจต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ 

ทั้งนี้ Bloomberg Intelligence หรือ BI คือ ทีมวิจัยและแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้านการเงิน ตลาดทุน และ เศรษฐกิจระดับโลก ของ Bloomberg L.P. บริษัทเอกชนรายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ให้บริการข้อมูลการเงิน ข่าวสาร และ เทคโนโลยีด้านตลาดทุนระดับโลก หรือที่หลายคนคุ้นเคยกันในชื่อ “สำนักข่าว Bloomberg” นั่นเอง 

 

คราวนี้มาดูกันว่า Bloomberg Intelligence มอง “ธนาคารกสิกรไทย” อย่างไร และเพราะเหตุใด KBANK จึงกลายเป็นหนึ่งในสามบริษัทของเอเชียแปซิฟิกที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มมุมมองเชิงลบ

สิ่งที่ Bloomberg Intelligence มองเห็นใน KBANK มีอยู่ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ความเปราะบางของกลุ่ม SME และ แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาลง ซึ่งทั้งหมดสามารถย้อนกลับมากระทบทั้งคุณภาพสินเชื่อ และความสามารถในการทำกำไรของธนาคาร 

 

 

พร้อมยังประเมินว่า ปี 2569 อาจเป็นปีที่ยากกว่าที่ตลาดเคยคาดสำหรับ KBANK เพราะเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ขณะที่ลูกค้า SME บางส่วนยังต้องรับมือกับต้นทุนที่สูง การแข่งขันที่รุนแรง และกำลังซื้อที่อ่อนแอ 

เรื่องนี้สำคัญ เพราะ KBANK มีจุดแข็งจากการเป็นธนาคารที่มีฐานลูกค้า SME ขนาดใหญ่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง จุดแข็งดังกล่าวก็กลายเป็นความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะเมื่อ SME เริ่มมีปัญหากระแสเงินสด สิ่งที่ตามมา คือ การชำระหนี้ล่าช้า การปรับโครงสร้างหนี้ และท้ายที่สุดอาจไหลไปเป็น NPL 

และเรื่องคุณภาพสินเชื่อไม่ได้มีเพียง Bloomberg Intelligence ที่จับตา เพราะโบรกเกอร์หลายแห่ง ก็มองไปในทิศทางเดียวกัน แต่แม้วันนี้อาจยังไม่เห็น “ระเบิด” จาก NPL แต่ในพอร์ตสินเชื่อก็ยังมีสัญญาณเตือนให้ต้องติดตามกันต่อ 

ขณะที่ บล.บัวหลวง มองว่า แม้ KBANK จะสามารถควบคุม NPL ได้ดี แต่การลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็กลายเป็นแรงกดดันต่อ NIM หรือส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ เพราะเมื่อดอกเบี้ยลดลง รายได้จากสินเชื่อก็มีแนวโน้มลดลงตาม ขณะที่ธนาคารยังต้องรักษาระดับการตั้งสำรองเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ 

ส่วน บล.หยวนต้า ให้น้ำหนักกับปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเปราะบางของลูกหนี้รายย่อย โดยเฉพาะลูกหนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว เพราะยังมีโอกาสกลับมาเป็น NPL หากเศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังต้องระวังความเสี่ยงจากตลาดหุ้นกู้ หากบริษัทเอกชนบางกลุ่ม มีปัญหาในการรีไฟแนนซ์ หรือผิ ดนัดชำระหนี้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อธนาคารในฐานะเจ้าหนี้ได้เช่นกัน 

นอกจากนี้ อีกเรื่องที่ Bloomberg Intelligence ให้ความสำคัญ คือ ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เพราะหากแรงกดดันทางการค้ารุนแรงขึ้น ก็อาจกระทบภาคส่งออก การลงทุน และ รายได้ของธุรกิจไทย ซึ่งสุดท้ายก็ย้อนกลับมากระทบความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าธนาคาร 

ยังไม่นับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ซึ่งกระทบทั้งรายได้ของธุรกิจบริการ โรงแรม และ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทำให้คุณภาพสินเชื่อในบางกลุ่มยังมีความเสี่ยงต้องติดตาม

เพราะถ้าเศรษฐกิจยังโตต่ำ หนี้ครัวเรือนยังสูง SME ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ขณะที่ดอกเบี้ยลดลงต่อเนื่องจนกด NIM และธนาคารต้องตั้งสำรองเพิ่ม งานนี้ความเสี่ยงก็อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ “มุมมองเชิงลบ” บนกระดาษ

สำหรับธนาคารขนาดใหญ่อย่าง “ธนาคารกสิกรไทย” ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่เพียงการมี NPL เพิ่มขึ้น แต่คือ การที่ลูกหนี้ไม่สามารถสร้างรายได้ใหม่ได้มากพอ จนการแก้หนี้กลายเป็นการยืดเวลาออกไปเรื่อยๆ  

เมื่อเอาทุกปัจจัยมาวางรวมกัน จึงไม่แปลกที่ Bloomberg Intelligence จะมองว่า KBANK อาจเผชิญปี 2569 ที่ยากกว่าที่ตลาดเคยคาด โดยประเมินรายได้ไว้ประมาณ 5.8 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่ารายได้จะหดตัวราว 2% ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด อยู่ประมาณ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ 

อย่างไรก็ตาม การถูกจัดอยู่ในกลุ่มมุมมองเชิงลบของ Bloomberg Intelligence ไม่ได้หมายความว่า “ธนาคารกสิกรไทย” กำลังมีปัญหาหรือมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบธนาคาร เพราะข้อมูลของ ธปท. ยังคงสะท้อนว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีเงินกองทุนและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง 

หากจะสรุป เจ๊เมาธ์คิดว่านักลงทุนควรจับตา 3 เรื่องเป็นพิเศษ นั่นคือ NPL ใหม่ของกลุ่ม SME แนวโน้ม Credit Cost และ NIM หลังเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาลง ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะของ KBANK แต่เป็นโจทย์ที่ธนาคารพาณิชย์ไทยรายอื่นก็ต้องรับมือเช่นกัน 

ดังนั้น หากมองกันอย่างเป็นธรรม การที่ Bloomberg Intelligence ออกมาบอกว่า “มีมุมมองเชิงลบ” อาจไม่ได้กำลังบอกว่า “กสิกรไทยไม่ดี” แต่อาจกำลังบอกว่า “กสิกรไทยอาจต้องเจอกับปีที่เหนื่อยกว่าที่คิด” ก็เป็นได้ 

เอาเป็นว่าในตอนนี้ ใครที่ถือ KBANK อยู่ เจ๊เมาธ์ไม่ได้บอกให้รีบขาย และไม่ได้บอกให้รีบซื้อ แต่ขอให้ดูตัวเลขหลังบ้านให้ละเอียดกว่าการมองแค่กำไรสุทธิ เพราะในปีที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง การมีข้อมูลในมืออย่างรอบด้านถือเป็นอาวุธสำคัญของนักลงทุน 

เพราะสุดท้ายแล้ว การลงทุนไม่มีใครรู้อนาคตได้ทั้งหมด แต่ถ้าเรารู้ว่าความเสี่ยงอยู่ตรงไหนและไม่ประมาท อย่างน้อยภัยก็มาไม่ถึงตัวได้ง่ายๆ นั่นเองเจ้าค่ะ

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์