thansettakij
thansettakij
12 หุ้นติด SP ส่งสัญญาณอย่างไร

12 หุ้นติด SP ส่งสัญญาณอย่างไร

19 ส.ค. 69 | 05:13 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ส.ค. 69 | 05:23 น.

12 หุ้นติด SP ส่งสัญญาณอย่างไร : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย SP หุ้น 12 บริษัท เนื่องจากไม่สามารถส่งงบการเงินได้ตามกำหนด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาพื้นฐานที่ซ่อนอยู่
  • ปัญหาของหุ้นกลุ่มนี้สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1.ปัญหาสภาพคล่องและหนี้สิน 2.ปัญหาการตรวจสอบบัญชีและประเมินมูลค่าสินทรัพย์ และ 3.ความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจใหม่
  • การส่งงบล่าช้าไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค แต่สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่นักลงทุนควรระมัดระวัง เพราะปัญหาอาจยังคงอยู่แม้หุ้นจะกลับมาซื้อขายได้อีกครั้ง

*** หลังพ้นเส้นตายวันที่ 15 สิงหาคม 2569 สำหรับการนำส่งงบการเงินไตรมาส 2/2569 สิ่งที่ตามมาคือ ประกาศจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้หุ้น 12 บริษัท ได้แก่ CV, ECF, EMPIRE, GRAND, HPT, KWI, META, MILL, MVP, PF, ROH และ SAM ขึ้นเครื่องหมาย SP หรือห้ามซื้อขายชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เนื่องจากไม่สามารถนำส่งงบการเงินได้ภายในเวลาที่กำหนด

พูดกันตรงๆ งานนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และที่สำคัญ หุ้นทั้ง 12 บริษัทก็ไม่ใช่หน้าใหม่ ที่เพิ่งเดินเข้าตลาดแล้วเจอปัญหาครั้งแรก แต่หลายบริษัทมี “แผลเก่า” ให้ต้องติดตามกันมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งเรื่องหนี้สิน หุ้นกู้ สภาพคล่อง การปรับโครงสร้างธุรกิจ การเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้น ไปจนถึงปัญหาในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์และลูกหนี้ 

บอกตรงๆ เจ๊เมาธ์มองว่า การขึ้น SP ครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่า “ส่งงบช้า” แล้วจบ เพราะสิ่งที่ตลาดควรถามต่อคือ ทำไมงบถึงส่งไม่ทัน และปัญหาที่ทำให้ปิดงบไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเอกสาร หรือสะท้อนถึงปัญหาทางการเงินที่กำลังลึกกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อมองทั้ง 12 บริษัท จะเห็นภาพค่อนข้างชัดว่าสามารถแบ่งปัญหาออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ 

กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่เผชิญปัญหาสภาพคล่อง หนี้สิน และผลกระทบเป็นโดมิโนภายในกลุ่มบริษัท กรณีที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ การเชื่อมโยงระหว่าง PF, GRAND และ ROH ซึ่งมีลักษณะเป็นบริษัทแม่และบริษัทลูกลดหลั่นกันลงมา โดยมี บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ และ GRAND ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.โรงแรมรอยัล ออคิด

เมื่อบริษัทแม่เกิดสภาวะตึงตัวทางการเงิน การจัดทำงบการเงินรวมของทั้งกลุ่มจึงได้รับผลกระทบตามไปด้วย โครงสร้างผู้ถือหุ้นของ GRAND นำโดย PF, บริษัท เพรซิเดนท์ พาร์ค จำกัด และ กลุ่มตระกูลสิริเวชชะพันธ์ ขณะที่ PF มีกลุ่มตระกูลอัศวโภคิน, บริษัท อันดามัน ลองบีช จำกัด, นายชายนิด อรรถญาณกุล และบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ร่วมถือหุ้น 

สำหรับ ROH มี GRAND, Starwood Hotels & Resorts และไทยเอ็นวีดีอาร์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งปัญหาหนี้สิน การขอขยายเวลาชำระหุ้นกู้ และแผนการขายสินทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องก่อนหน้านี้ ทำให้การปิดบัญชีของบริษัทในกลุ่มทำได้ยากลำบาก 

นอกจากนี้ในกลุ่มเดียวกันยังมี CV หรือ บมจ.โคลเวอร์ เพาเวอร์ ที่ประสบปัญหาสภาพคล่องจากภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น และความล่าช้าในการรวบรวมข้อมูลบัญชีจากบริษัทย่อย ซึ่งมี นายเศรษฐศิริ ศักดิ์สิทธิเสรีกุล, น.ส.นิลทิตา เลิศเรืองศุภกุล และ นายสุรนาท วงศ์ชนะภัย เป็นผู้ถือหุ้นหลัก 

กลุ่มที่สอง คือ ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการตรวจสอบบัญชี สินทรัพย์ในต่างประเทศ และคุณภาพลูกหนี้การค้า ซึ่งเห็นได้จาก ECF หรือ บมจ.อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค ที่มีประเด็นเรื่องการประเมินมูลค่าเงินลงทุนและสินทรัพย์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าในเมียนมา ซึ่งมีกลุ่มครอบครัวชินบัญชร นำโดย นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์, นายวัลลภ สุขสวัสดิ์ และ ไทยเอ็นวีดีอาร์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ปัญหาของ ECF จึงข้ามพ้นเรื่องรายได้ไปสู่การบันทึกมูลค่าสินทรัพย์ที่แท้จริง

ขณะที่ META หรือ บมจ.เมตะ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมี นายณัฐปภัสร์  เกสร์ชัยมงคล, นายเอ สัจเดว์ และ นายวิพงษ์ รัตนศิริวิไล เป็นผู้ถือหุ้นหลัก ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ จากรับเหมาก่อสร้างไปสู่ธุรกิจสินเชื่อดิจิทัล ทำให้ความเสี่ยงตกไปอยู่ที่คุณภาพลูกหนี้และการตั้งสำรองหนี้สูญ สำหรับ SAM หรือ บมจ.สามชัย สตีล อินดัสทรี ของกลุ่มตระกูลยงพฤกษาเจริญ ติดปัญหาการตรวจนับสินค้าคงเหลือ มูลค่าลูกหนี้การค้า และคดีความทางภาษี

ส่วนตัวสุดท้ายในกลุ่มคือ EMPIRE หรือ บมจ.ออริจิ้น โกลบอล เอมไพร์ ที่เคยเปลี่ยนชื่อมาจาก 24CS มี นายกระทรวง จารุศิระ, น.ส.ปัทมาวดี ชุ่มแสง และ นางประไพ วงศ์มาเกษ ถือหุ้นใหญ่ ก็พบปัญหาความซับซ้อนจากการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ การเพิ่มทุน และการประเมินมูลค่าอุปกรณ์ทางวิศวกรรม

กลุ่มที่สามคือ กลุ่มที่มีประเด็นเรื่องการตั้งสำรองสินทรัพย์และความซับซ้อนของธุรกิจใหม่ เช่น MVP หรือ บมจ.เอ็ม วิชั่น ซึ่งขยายตัวเข้าสู่ธุรกิจที่มีความผันผวนสูงอย่างสินทรัพย์ดิจิทัล คริปโทเค็น และรถบ้าน ทำให้ต้องเผชิญกับการประเมินมูลค่าและการตั้งสำรองการด้อยค่าของสินทรัพย์ โดยมี นายประพัทธ์ รัตนอรุณ, นายโอภาส เฉลิมหงส์ และนายศุภชัย จิระพงษ์ตระกูล เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ต่อมาคือ KWI หรือ บมจ.เคดับบลิวไอ ซึ่งบริหารงานโดย King Wai Group รวมถึง นายยุทธพงษ์ ชูประเสริฐ และ นายบุญยงค์ ยงเจริญรัฐ เผชิญความท้าทายในธุรกิจประกันภัย ที่ต้องรักษาอัตราส่วนความแข็งแกร่งทางการเงิน และจำเป็นต้องปรับโครงสร้างทุน 

ตัวสุดท้ายในกลุ่มนี้คือ HPT หรือ บมจ.โฮม พอตเทอรี่ ของกลุ่มตระกูลเชาว์กิตติโสภณ ได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อต่างประเทศที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการประเมินมูลค่าสินค้าคงเหลือประเภทผลิตของบริษัท

เมื่อไล่เรียงทั้ง 12 บริษัทแล้ว เจ๊เมาธ์มองว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เครื่องหมาย SP เพียงอย่างเดียว แต่คือ “สาเหตุที่ทำให้ต้องขึ้น SP” เพราะการส่งงบล่าช้าอาจเกิดจากเอกสารไม่ครบจริงๆ หรือ อาจสะท้อนว่าผู้สอบบัญชีกำลังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าตัวเลขในงบสะท้อนสถานะที่แท้จริงของบริษัท

อย่าลืมว่าเครื่องหมาย SP ไม่ได้แปลว่า บริษัทจะต้องจบเกมทันที แต่เป็นสัญญาณเตือนที่บอกให้นักลงทุนหยุดดูข้อมูลก่อน เพราะวันที่หุ้นกลับมาเปิดซื้อขาย ความเสี่ยงอาจไม่ได้หายไปพร้อมกับเครื่องหมาย SP เพียงเท่านั้น

ดังนั้น นักลงทุนที่เห็นหุ้นขึ้น SP แล้วอย่าเพิ่งคิดว่าเป็นแค่เรื่องเทคนิค เพราะบางบริษัทมีทั้งประวัติผิดนัดหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ขายสินทรัพย์ เพิ่มทุน เปลี่ยนธุรกิจ หรือ มีปัญหาลูกหนี้และสินทรัพย์ในต่างประเทศมาก่อนแล้ว 

นอกจากนี้ เมื่อกลับมาดูรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็จะเห็นว่า หลายบริษัทมี “เจ้าของเดิม” และกลุ่มผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเป็นแกนหลัก ขณะที่บางบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด...สิ่งที่ตลาดต้องการไม่ใช่แค่ “งบที่ส่งให้ทัน” แต่ตลาดฯ อยากรู้ว่า บริษัทมีทรัพย์สินจริงแค่ไหน หนี้สินจริงเท่าไร ลูกหนี้เก็บได้หรือไม่ และที่สำคัญ...ธุรกิจยังมีเงินสดพอที่จะเดินหน้าต่อหรือเปล่า

เพราะการส่งงบช้าอาจเป็นเพียงปลายเหตุ แต่อาจหนักขึ้นไปยิ่งกว่าที่เห็น จนถึงขั้นที่อาจทำให้ใครก็ตามที่หลงเข้าไปอยู่ในวังวนนี้อาจไม่เหลืออะไรติดตัวเลยก็เป็นได้เจ้าค่ะ... 

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์