thansettakij
thansettakij
กรณี PLANET ถึงเวลา ก.ล.ต. ต้องปกป้องผู้ถือหุ้นรายย่อยหรือยัง

กรณี PLANET ถึงเวลา ก.ล.ต. ต้องปกป้องผู้ถือหุ้นรายย่อยหรือยัง

21 ก.ค. 69 | 23:30 น.

กรณี PLANET ถึงเวลา ก.ล.ต. ต้องปกป้องผู้ถือหุ้นรายย่อยหรือยัง : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • ผู้ถือหุ้น PLANET มีมติไม่ต่อวาระผู้บริหารระดับสูง แต่เกิดข้อกังวลว่า อดีตผู้บริหารยังคงพยายามมีอิทธิพลต่อการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่น
  • เกิดคำถามถึงความโปร่งใสกรณีที่บริษัทมีรายได้กว่า 400 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถรับรู้ในงบการเงินได้ ท่ามกลางผลประกอบการที่ยังขาดทุนต่อเนื่อง
  • เรียกร้องให้สำนักงาน ก.ล.ต. เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงและกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อย และสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุน

*** ในโลกของตลาดหุ้น เป็นที่รู้กันดีว่า “อำนาจสูงสุดเป็นของผู้ถือหุ้น” เพราะผู้ถือหุ้นคือเจ้าของบริษัทตัวจริง เสียงของผู้ถือหุ้นจึงต้องได้รับการเคารพ และมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ก็คือ หัวใจของหลักธรรมาภิบาล ที่บริษัทจดทะเบียนทุกแห่งต้องยึดถือ แต่กรณีของ บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANET กลับทำให้เจ๊เมาธ์อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า... วันนี้มติของผู้ถือหุ้นยังศักดิ์สิทธิ์อยู่หรือไม่?

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นมีมติ “ไม่เห็นชอบ” ให้ “ประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์” กลับเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการอีกวาระ ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) มีผลตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2569 ก่อนที่คณะกรรมการจะมีมติแต่งตั้ง Mr.Trevor John Thompson ขึ้นรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม เพื่อให้การบริหารงานดำเนินต่อไปได้

ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงตามกลไกของบริษัทมหาชน...

แต่เรื่องกลับไม่จบ เพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มีกระแสข่าวและข้อสังเกตจากผู้ถือหุ้นบางส่วนว่า “อดีตผู้บริหารยังคงพยายามมีบทบาทหรือมีอิทธิพลต่อการดำเนินงานของบริษัท” ทั้งที่ผู้ถือหุ้นได้แสดงเจตนารมณ์ผ่านมติที่ประชุมไปแล้ว แต่เมื่อผู้ที่พ้นจากตำแหน่งยังเข้ามามีบทบาท...ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน!

เมื่อเป็นเช่นนี้ มติของผู้ถือหุ้นยังได้รับการเคารพอย่างแท้จริงหรือไม่?

นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นที่ทำให้ผู้ถือหุ้นจำนวนไม่น้อย เกิดความกังวล คือ การเปิดเผยข้อมูลว่า บริษัทมีรายได้กว่า 400 ล้านบาท ที่ยังไม่สามารถรับรู้ในงบการเงิน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญ จึงเกิดคำถามตามมาว่า รายได้ก้อนดังกล่าวเกิดจากโครงการใด เหตุใดจึงยังไม่สามารถรับรู้ได้ และมีเงื่อนไขทางบัญชีหรือข้อจำกัดใด ที่ทำให้ต้องเลื่อนการรับรู้รายได้ออกไป 

เจ๊เมาธ์ไม่ได้กำลังบอกว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น...

แน่นอนว่า เรื่องดังกล่าวต้องรอข้อเท็จจริงและผลการตรวจสอบจากผู้เกี่ยวข้อง แต่เมื่อเป็นตัวเลขระดับหลายร้อยล้านบาท ประกอบกับผลประกอบการของบริษัทที่ยังขาดทุนต่อเนื่อง ราคาหุ้นอ่อนแรง และไม่สามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้ตามที่คาดหวัง ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่ผู้ลงทุนจะตั้งคำถามว่า วันนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นกับ PLANET กันแน่?

อย่าลืมว่า การที่บริษัทแห่งหนึ่ง เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มีคำสั่งพักงานบุคลากรบางส่วน และก่อนหน้านั้นผู้ถือหุ้นก็ลงมติไม่ต่อวาระผู้บริหาร ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนว่าผู้ถือหุ้นจำนวนไม่น้อย อาจกำลังต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารและการกำกับดูแลกิจการอย่างจริงจัง

เมื่อเป็นเช่นนี้...เจ๊เมาธ์จึงอยากฝากคำถามไปถึง สำนักงาน ก.ล.ต. ว่า ถึงเวลาหรือยังที่หน่วยงานกำกับดูแล จะเข้ามาติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนมากกว่าที่เป็นอยู่?

แน่นอนว่า การที่ ก.ล.ต. ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ไม่ได้หมายความว่าบริษัทหรือบุคคลใดกระทำผิด เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการของกฎหมาย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ถือหุ้นไม่ต่อวาระผู้บริหาร มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ มีคำสั่งพักงาน และ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับรายการทางบัญชีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ผู้ลงทุนย่อมคาดหวังที่จะเห็นบทบาทของ ก.ล.ต. ในการติดตามข้อเท็จจริงและกำกับดูแลให้เกิดความโปร่งใสโดยเร็ว 

ถ้าจะให้พูดกันตรง ๆ ก็คือ ผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ควรต้องนั่งเดา หรือรอฟังข่าวลือเกี่ยวกับบริษัทที่ตนลงทุน แต่ควรได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ชัดเจน และตรวจสอบได้ เพราะพวกเขาคือ เจ้าของบริษัทเช่นเดียวกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หากมีประเด็นใดไม่กระจ่าง โดยเฉพาะเรื่องการเงิน หรือ รายการบัญชี ก็ควรมีคำอธิบายที่ชัดเจน เข้าใจได้ และเปิดเผยต่อผู้ลงทุนอย่างเป็นทางการ

อย่าลืมว่า สิ่งที่นักลงทุนต้องการไม่ใช่ข่าวลือ ไม่ใช่การต่อสู้ของคนไม่กี่คน แต่คือ ข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และ การเคารพเสียงของผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของตลาดทุนที่น่าเชื่อถือ

สุดท้ายแล้ว หากทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ความเป็นธรรมก็จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย แต่หากผู้คุมกติกา (Regulator) ยังปล่อยให้คำถามสำคัญค้างคาโดยไม่มีคำตอบ ความเสียหายอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่บริษัทแห่งเดียว หากแต่อาจลุกลามไปถึงความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่มีต่อตลาดทุนไทยทั้งระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเห็น...เจ้าค่ะ

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์