
ถึงเวลาตั้งคำถาม...รายย่อยมีสิทธิ์ฟ้อง ก.ล.ต. แล้วหรือยัง?
ถึงเวลาตั้งคำถาม...รายย่อยมีสิทธิ์ฟ้อง ก.ล.ต. แล้วหรือยัง? : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- กรณีข้อมูลเท็จปรากฏบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. ที่ระบุชื่อบุคคลธรรมดาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในหลายบริษัท มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท สะท้อนถึงความหละหลวมของระบบตรวจสอบข้อมูล
- เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อผู้ถูกอ้างชื่อ และอาจกระทบต่อนักลงทุนที่ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ นำไปสู่คำถามว่า นักลงทุนที่เสียหายมีสิทธิ์ฟ้องร้อง ก.ล.ต. จากความบกพร่องในการกำกับดูแลได้หรือไม่
- เรียกร้องให้ ก.ล.ต. รับผิดชอบมากกว่าการดำเนินคดีผู้กระทำผิด โดยเสนอให้ยกระดับระบบตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนเผยแพร่ เพื่อป้องกันความเสียหายและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน
*** ในที่สุดสังคมก็ได้คำตอบว่า "สุภาพร พิมพงษ์" คือใคร เมื่อเธอเปิดใจทั้งน้ำตายืนยันว่า ไม่เคยซื้อหุ้น ไม่เคยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และแทบไม่มีความรู้เรื่องหุ้นเลย ครอบครัวมีฐานะเพียงคนหาเช้ากินค่ำ อาศัยรายได้หลักจากสามีซึ่งรับราชการทหาร อีกทั้งในอดีตเธอยังเคยตกเป็นเหยื่อถูกนำข้อมูลส่วนตัวไปเปิดบัญชีธนาคารมาก่อน จึงหวาดกลัวว่า จะต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยอีกครั้ง ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย
ก่อนหน้านี้ ชื่อของ สุภาพร ปรากฏเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE จากรายงานการได้มา หรือ จำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) บนเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยระบุว่า เธอถือหุ้นมากกว่า 7% คิดเป็นมูลค่าเกือบ 30,000 ล้านบาท
จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ยังพบอีกว่า ไม่ใช่เพียงแค่หุ้น TRUE เท่านั้น แต่ยังมีการแจ้งข้อมูลเท็จรวม 7 รายการ ครอบคลุมบริษัทจดทะเบียน 6 แห่ง ได้แก่ TRUE, MAJOR, KBANK, BBL, AAV และ GJS โดยอ้างอิงธุรกรรมย้อนหลังไปถึงปี 2564 รวมมูลค่าตามราคาปัจจุบันประมาณ 94,000 ล้านบาท โดยไม่มีชื่อของ สุภาพร อยู่ในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทใดเลย
บางรายการอ้างถึงหลักทรัพย์ที่ไม่มีอยู่จริงในช่วงเวลานั้น ขณะที่บางรายการนำข้อมูลการใช้สิทธิของบุคคลอื่นมาสวมรอย สุดท้าย ก.ล.ต. จึงต้องลบข้อมูลทั้งหมดออกจากระบบ พร้อมประกาศดำเนินคดีกับผู้ที่นำส่งข้อมูลอันเป็นเท็จ
พูดง่ายๆ ก็คือ “สุภาพร” อาจกลายเป็นหนึ่งในเหยื่อของ “ความหละหลวม” ในระบบตรวจสอบ ที่ปล่อยให้มีการสร้างข้อมูลลวงอันส่งผลกระทบต่อจิตใจของเธอ และอาจสร้างความเสียหายต่อนักลงทุนที่ต้องสูญเสียเงินทองอีกนับไม่ถ้วน!
ท้ายที่สุดเมื่อสังคมได้รับคำตอบแล้วว่า สุภาพร คือใคร... คำถามที่สำคัญกว่าจึงตกอยู่ที่ สำนักงาน ก.ล.ต. ว่า "ข้อมูลอันเป็นเท็จเหล่านี้เข้าไปอยู่ในระบบได้อย่างไร?"
สำหรับเจ๊เมาธ์ เรื่องนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่การลบข้อมูลออกจากเว็บไซต์ เพราะข้อมูลดังกล่าวเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน ซึ่งนักลงทุนใช้เป็นแหล่งอ้างอิงในการตัดสินใจลงทุนทุกวัน ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ "ใครเป็นคนกรอกข้อมูล" แต่คือ “ทำไมข้อมูลที่ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัดขนาดนี้ จึงผ่านเข้าสู่ระบบและเผยแพร่สู่สาธารณะได้"
แม้ ก.ล.ต. จะชี้แจงว่า ระบบมีการยืนยันตัวตนผ่านฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร มีการส่งรหัส OTP และให้ผู้รายงานรับรองข้อมูลด้วยตนเอง แต่มาตรการเหล่านั้นเป็นเพียงการยืนยันว่า "ใครเป็นผู้ส่งข้อมูล" ไม่ใช่การยืนยันว่า "ข้อมูลที่ส่งเข้ามาเป็นความจริง" ทั้งที่ข้อมูลบางอย่างสามารถตรวจสอบได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงกับทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน หรือ ฐานข้อมูลของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD)
พูดกันตรงๆ ก็คือ... หากมีการตรวจสอบก่อนเผยแพร่ คงไม่มีทางที่บุคคลธรรมดาคนหนึ่ง จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทในหลายบริษัท ทั้งที่ไม่มีหุ้นอยู่จริงแม้แต่หุ้นเดียว เพียงแค่การกดปุ่ม Enter บนแป้นคีย์บอร์ดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
บอกเลยว่า เจ๊เมาธ์ไม่ต้องการเห็นแค่การตามจับคนผิดมาลงโทษ... เพราะนั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ!
ณ เวลานี้ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าใครจะถูกดำเนินคดี แต่สังคมต้องตั้งคำถามว่า... วันนี้ผู้กำกับดูแลได้ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง?
อย่าลืมว่าในโลกของการลงทุน “ข้อมูล” คือสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนสถาบัน บัญชีหลักทรัพย์ หรือนักลงทุนรายย่อย ต่างก็ใช้ข้อมูลที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจซื้อขายหุ้น เพราะเชื่อมั่นว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แต่เมื่อข้อมูลนั้นกลายเป็นเรื่องลวง... ความเสียหายย่อมเกิดขึ้นทันที
ดังนั้น การมาลบข้อมูลในภายหลัง หรือ การขึ้นข้อความว่า "อยู่ระหว่างตรวจสอบ" ย่อมไม่อาจเรียกคืนเงินลงทุนที่สูญเสียไปของนักลงทุนกลับคืนมาได้
แน่นอนว่าผู้ที่นำส่งข้อมูลเท็จ ย่อมต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยความผิด แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากผู้ลงทุนเห็นว่าตนเองได้รับความเสียหายจากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านระบบของ ก.ล.ต. ก็ควรมีสิทธิใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง รวมถึงสิทธิการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบว่า ความเสียหายนั้นเกิดจากความบกพร่องในการกำกับดูแลหรือการปฏิบัติหน้าที่
ส่วน ก.ล.ต. จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายหรือไม่ มีความบกพร่องเพียงใด หรือ ผู้เสียหายจะได้รับการชดใช้หรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องที่ศาลจะวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในแต่ละคดีไป
เจ๊เมาธ์เชื่อว่า นักลงทุนไทยต้องการเห็นความรับผิดชอบที่มากกว่าการแถลงข่าวชี้แจงที่ยังไร้บทสรุป แต่ต้องการเห็นการยกระดับระบบรายงานข้อมูล ให้มีการตรวจสอบความถูกต้องก่อนเผยแพร่ โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับนายทะเบียนหลักทรัพย์ และศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) รวมถึงสร้างระบบแจ้งเตือนธุรกรรมที่ผิดปกติ เพื่อไม่ให้ "ข้อมูลทิพย์" หลุดออกมาสร้างความเสียหายได้อีก
อย่าลืมว่าตลาดหุ้นไทย ไม่ได้เพิ่งก่อตั้งมาเพียง 3-5 ปี แต่ดำเนินการมานานหลายสิบปี ทว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนกลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น หากบทเรียนครั้งนี้ยังไม่สามารถสอนอะไรได้ และยังไม่นำไปสู่การปฏิรูประบบอย่างจริงจัง ศรัทธาที่สูญเสียไปอาจไม่ใช่แค่ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ก.ล.ต. แต่อาจเป็นความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยทั้งระบบก็เป็นได้...เจ้าค่ะ!






