thansettakij
thansettakij
8 หุ้นถูกแขวน SP บทเรียนราคาแพง ที่ไม่ควรมองข้าม

8 หุ้นถูกแขวน SP บทเรียนราคาแพง ที่ไม่ควรมองข้าม

02 ก.ค. 69 | 23:30 น.

8 หุ้นถูกแขวน SP บทเรียนราคาแพง ที่ไม่ควรมองข้าม : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะขึ้นเครื่องหมาย SP (ห้ามซื้อขาย) หุ้น 8 บริษัทอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. 69 เนื่องจากไม่สามารถนำส่งงบการเงินได้ตามกำหนด
  • หุ้นทั้ง 8 บริษัท ได้แก่ AKS, CHO, ECF, HPT, META, MILL, MVP และ SAM ซึ่ง ตลท. ได้เปิดให้ซื้อขายเป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 3 ก.ค. 69
  • การไม่สามารถส่งงบการเงิน สะท้อนถึงปัญหาความโปร่งใสและทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสูงที่ไม่ควรพิจารณาจากราคาหุ้นที่ถูกเพียงอย่างเดียว

*** ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ประกาศให้วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เป็นวันสุดท้ายของการเปิดซื้อขายหุ้น 8 บริษัท เป็นการชั่วคราว ก่อนที่จะกลับไปถูกขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) หรือสั่งห้ามซื้อขายอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าบริษัทจะสามารถนำส่งงบการเงินประจำปี 2568 ได้ครบถ้วน

หุ้นทั้ง 8 บริษัทประกอบด้วย AKS, CHO, ECF, HPT, META, MILL, MVP และ SAM ซึ่งทั้งหมดถูกขึ้นเครื่องหมาย SP มาตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 หลังไม่สามารถนำส่งงบการเงินได้ตามกำหนด
ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโอกาสให้นักลงทุนซื้อขายหุ้นทั้ง 8 ตัวได้ชั่วคราว ระหว่างวันที่ 4 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีโอกาสตัดสินใจว่า จะขายหุ้นออกไป หรือ จะเลือกถือรอต่อไป แต่เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าว หุ้นทั้งหมดก็จะกลับเข้าสู่สถานะ SP และจะไม่สามารถซื้อขายได้อีก จนกว่าบริษัทจะสามารถส่งงบการเงินได้ครบถ้วน 

สำหรับเจ๊เมาธ์ สิ่งที่น่าสนใจกว่าการขึ้น SP ไม่ใช่แค่เรื่องราคาหุ้น แต่คือ "เกิดอะไรขึ้นกับบริษัทเหล่านี้" จนทำให้ส่งงบการเงินได้ตามกำหนด งบการเงินถือเป็นหน้าที่พื้นฐานที่สุด ที่สะท้อนความโปร่งใส และเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้ถือหุ้นใช้ประเมินฐานะ และผลการดำเนินงานของบริษัท เมื่อบริษัทส่งงบไม่ได้ สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือ "ความเชื่อมั่นของนักลงทุน” ที่หายไป

หากไล่ดูรายชื่อทั้ง 8 บริษัท จะพบว่า ล้วนเป็นบริษัทที่เคยมีเรื่องราวและความหวังของนักลงทุนในช่วงหนึ่ง

เริ่มจาก AKS หรือ บริษัท เอเคเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ โดยมี นายประยุทธ์ สื่อพานิช เป็นประธานกรรมการ และ นายดนัย เลอวิจิตร เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่คือ นายเอส เอช โฮ ถือหุ้น 6.81% ตามด้วยบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 4.12% และนายชนน วังตาล 2.95%

CHO หรือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจผลิตและประกอบตัวถังรถ รวมถึงงานระบบวิศวกรรมเกี่ยวกับยานพาหนะ มี นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ยังเป็นกลุ่มผู้ก่อตั้ง ได้แก่ บริษัท ทวีแสงสกุลไทย จำกัด ถือหุ้น 11.45% นางสาวพิมพ์สิริ ทวีแสงสกุลไทย ถือหุ้น 4.13% และนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ถือหุ้น 3.88%

ECF หรือ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้และลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน มี นายพลแสง เสนาะพิณ เป็นประธานกรรมการ และนายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ เป็นกรรมการผู้จัดการ โดยกลุ่มครอบครัวสุขสวัสดิ์ยังเป็นผู้ถือหุ้นหลัก ซึ่งนายอารักษ์ถือหุ้น 14.22% และนางสาวทิพวรรณ สุขสวัสดิ์ ถือหุ้น 9.15%

HPT หรือ บริษัท โฮม พอตเทอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารประเภท Fine China มี นายนิรันดร์ เชาว์กิตติโสภณ เป็นประธานกรรมการ และ นางสาวนิจวรรณ เชาว์กิตติโสภณ เป็นกรรมการผู้อำนวยการ โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ บริษัท ศูนย์บริการเหล็กสยาม จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 18.50% นายนิรันดร์ถือหุ้น 12.41% และ นางสาวนิจวรรณ ถือหุ้น 10.12%

META หรือ บริษัท เมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง พลังงานทดแทน และสินเชื่อ มี นายศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 5.24% ตามด้วยนางสาวชลธิชา จิตรชวาลวรรณ ถือหุ้น 4.18% และนายสุรเดช ศุภวัชรพงศ์ ถือหุ้น 3.75%

MILL หรือ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเหล็กครบวงจร มี นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยผู้ถือหุ้นใหญ่คือ นายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ถือหุ้น 18.26% ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 8.45% และนางสาวธัญญธร ลีสวัสดิ์ตระกูล ถือหุ้น 5.12%

MVP หรือ บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจจัดงานแสดงสินค้า งานอีเวนต์ด้านไอที กีฬา และการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ มี นายโอภาส เฉิดพันธุ์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง 28.40% ตามด้วยนายณัฐพงศ์ สุภัทรภิญโญ ถือหุ้น 8.15% และนายวราพงษ์ วัชรพงษ์ ถือหุ้น 6.30%

ส่วน SAM หรือ บริษัท สามชัย สตีล อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตท่อเหล็กและเหล็กรูปพรรณ มี นายวรชัย เล็กวนิชกุล เป็นกรรมการผู้จัดการ และถือหุ้น 16.45% ขณะที่ นายกนก เล็กวนิชกุล ถือหุ้น 12.10% โดยกลุ่มครอบครัวเล็กวนิชกุล ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท 

แน่นอนว่า การที่บริษัทไม่สามารถส่งงบการเงิน ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะต้องเลิกกิจการ หรือไม่มีโอกาสกลับมาซื้อขายอีกครั้ง เพราะในอดีตก็มีหลายบริษัทที่สามารถแก้ไขปัญหา และกลับเข้าสู่การซื้อขายได้ตามปกติ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีอีกหลายบริษัทที่ใช้เวลานานหลายปี หรือบางแห่งก็ไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้...เลยไปจนถึงถูกถอนออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนและเพิกถอนการซื้อขายหุ้นในตลาดฯ 
สิ่งที่เจ๊เมาธ์พูดมาตลอดก็คือ อย่ามองเพียงราคาหุ้นที่ถูกลง หรือหวังว่าจะเป็น "ของถูก" ที่รอวันเด้งกลับ เพราะการลงทุนในหุ้นที่ถูกขึ้น SP มีความเสี่ยงที่จะเสียเงินสูงมาก

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ น่าจะเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่จะสอนว่า การตัดสินใจลงทุน อย่าดูแค่ราคาหุ้น หรือ กระแสข่าวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องติดตามคุณภาพของการกำกับดูแลกิจการ ความโปร่งใสของผู้บริหาร และความสามารถในการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทควบคู่กันไป 

เพราะสิ่งเหล่านี้ต่างหาก คือ รากฐานของบริษัทจดทะเบียนที่ดี และเป็นปัจจัยที่จะช่วยปกป้องเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นได้ดีที่สุดในระยะยาว...

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์