
บอลโลกไม่ใช่ยาวิเศษ หุ้นไทยไม่ได้วิ่งอย่างที่ฝัน
บอลโลกไม่ใช่ยาวิเศษ หุ้นไทยไม่ได้วิ่งอย่างที่ฝัน : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- ความคาดหวังว่า หุ้นกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลก จะปรับตัวขึ้น ไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้
- สาเหตุหลักมาจากเวลาแข่งขัน ที่ตรงกับช่วงดึกถึงเช้ามืดในประเทศไทย ทำให้จำนวนผู้ชม และ การบริโภคสินค้าไม่สูงเท่าที่ประเมิน
- หุ้นที่ถูกมองว่า จะได้รับประโยชน์โดยตรง เช่น กลุ่มสื่อ (JAS, MONO) ค้าปลีก (CPALL) และ เครื่องดื่ม (CBG, OSP) ยังไม่เห็นการเติบโตของผลประกอบการอย่างชัดเจน
- บทสรุปชี้ว่า ฟุตบอลโลกเพียงปัจจัยเดียวไม่มีอิทธิพลมากพอที่จะขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทย และ ผลกระทบที่แท้จริงต้องรอพิสูจน์จากผลประกอบการ
*** ในที่สุดหลังผ่านเวลาไปกว่าหนึ่งเดือน สเปน และ อาร์เจนตินา คือ สองทีมที่สามารถคว้าตั๋วผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ โดยฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศ จะทำการแข่งขันกันในคืนวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 (เข้าสู่วันที่ 20 กรกฎาคม) เวลา 02.00 น.
แต่หากย้อนกลับไปก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 จะเริ่มต้นแทบทุกวงสนทนาพูดถึง "หุ้นรับบอลโลก" กันอย่างคึกคัก ไล่ตั้งแต่หุ้นสื่อ หุ้นค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ เครื่องดื่ม อาหาร ไปจนถึงหุ้นสื่อสาร หลายคนเชื่อว่า ฟุตบอลโลกจะกลายเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเติบโต และราคาหุ้นวิ่งรับข่าวกันถ้วนหน้า
แต่เมื่อการแข่งขันเดินทางมาถึงครึ่งทาง เจ๊เมาธ์กลับมองว่า "ความจริง" กำลังแตกต่างจาก "เรื่องเล่า" ที่ตลาดเคยสร้างความหวังเอาไว้พอสมควร
สาเหตุสำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้น การที่ฟุตบอลโลกครั้งนี้ จัดขึ้นใน 3 ประเทศเจ้าภาพ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และ เม็กซิโก ทำให้เวลาการแข่งขันส่วนใหญ่ตรงกับช่วงดึกไปจนถึงเช้ามืดของประเทศไทย หลายคู่เริ่มเตะตอนตีหนึ่ง ตีสาม หรือ เกือบรุ่งเช้า
แน่นอนว่า แฟนบอลพันธุ์แท้ยังคงยอมอดนอนเชียร์ทีมรักเหมือนเดิม แต่สำหรับคนทั่วไป การจะลุกขึ้นมาดูบอลกลางดึกทุกคืนไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่เช้าวันรุ่งขึ้นยังต้องตื่นไปทำงานตามปกติ และเมื่อจำนวนคนดูไม่ได้มากอย่างที่คาด ภาพที่หลายฝ่ายเคยวาดไว้ว่า ร้านอาหารจะเต็ม ร้านสะดวกซื้อจะขายดี คนจะสั่งเดลิเวอรีกันทั้งคืน หรือ เครื่องดื่มชูกำลังจะขายถล่มทลาย ก็ยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
เจ๊เมาธ์มองว่า ตลาดอาจประเมินอานิสงส์จากฟุตบอลโลกครั้งนี้ "สวยเกินจริง" ตั้งแต่ต้น
ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดก็คือ JAS และ MONO ซึ่งมี พิชญ์ โพธารามิก เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แม้ JAS จะสามารถคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก มาครองได้สำเร็จในช่วงโค้งสุดท้าย จนกลายเป็นข่าวใหญ่ของวงการสื่อไทย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ราคาหุ้นของทั้ง JAS และ MONO กลับไม่ได้ตอบรับอย่างร้อนแรงเหมือนที่หลายคนคาดหวัง
เหตุผลก็ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน เพราะนักลงทุนไม่ได้มองแค่รายได้ที่จะเข้ามา แต่ยังมองถึงต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ระดับหลายพันล้านบาท รวมถึงคำถามสำคัญว่า เม็ดเงินโฆษณาจะคุ้มกับต้นทุนหรือไม่
ยิ่งการแข่งขันอยู่ในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่นอนหลับ ผู้ลงโฆษณาก็ย่อมต้องคิดหนัก เพราะจำนวนผู้ชมอาจไม่ได้สูงเท่ากับการแข่งขันในช่วงไพรม์ไทม์ ขณะที่การผลักดันสมาชิกใหม่ ของแพลตฟอร์ม Monomax ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนเคยประเมินไว้
ไม่ใช่แค่กลุ่มสื่อเท่านั้น หุ้นที่เคยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "หุ้นรับบอลโลก" ก็ยังไม่ได้แสดงภาพของการเติบโตอย่างชัดเจน
CPALL เคยถูกคาดหวังว่า คนจะออกไปซื้อของกินของดื่มในช่วงดึกมากขึ้น แต่ความเป็นจริง หลายคนก็ซื้อของเตรียมไว้ตั้งแต่หัวค่ำ หรือไม่ก็ดูบอลจากที่บ้านโดยไม่ได้ออกไปจับจ่ายเพิ่ม
CENTEL และธุรกิจอาหาร ก็ถูกมองว่า ยอดเดลิเวอรีจะพุ่ง แต่เมื่อการแข่งขันอยู่ในช่วงตีสองตีสาม ร้านอาหารจำนวนไม่น้อยก็ปิดให้บริการไปแล้ว ทำให้โอกาสในการกระตุ้นยอดขายมีจำกัด
ส่วน CBG และ OSP ที่หลายคนหวังว่า ยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังจะเติบโตจากการอดนอนดูบอล วันนี้ก็ยังไม่มีตัวเลขใดยืนยันได้ชัดว่า ยอดขายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากฟุตบอลโลกจริง หรือเป็นเพียงยอดขายตามฤดูกาลตามปกติ
ฝั่งหุ้นสื่อสารอย่าง ADVANC และ TRUE ก็เช่นเดียวกัน เพราะหลายคนเคยเชื่อว่า การดูบอลผ่านมือถือจะทำให้ปริมาณการใช้งานดาต้าพุ่งขึ้น แต่ความเป็นจริง คนส่วนใหญ่รับชมผ่าน Wi-Fi หรืออินเทอร์เน็ตบ้าน ที่จ่ายค่าบริการแบบเหมาจ่ายอยู่แล้ว ต่อให้ปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่า รายได้ หรือ กำไรของผู้ให้บริการจะเพิ่มขึ้นตามแบบก้าวกระโดด ซึ่งนี่ก็คือ ความแตกต่างระหว่าง "ปริมาณการใช้งาน" กับ "รายได้ที่รับรู้จริง" ซึ่งนักลงทุนไม่ควรสับสน
ดังนั้น หากจะถามว่า ตลาดหุ้นไทยได้อะไรจากฟุตบอลโลกครั้งนี้ คำตอบของเจ๊เมาธ์ก็คือ วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป เพราะสิ่งที่จะตอบคำถามได้ดีที่สุด คือ ผลประกอบการไตรมาส 2 และ ไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียน ว่ามีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นจากฟุตบอลโลกจริงหรือไม่
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดแล้วก็คือ ฟุตบอลโลกเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีน้ำหนักมากพอ ที่จะเปลี่ยนทิศทางของตลาดหุ้นไทย หรือทำให้หุ้นทุกตัวที่ถูกเรียกว่า "หุ้นรับบอลโลก" กลายเป็นผู้ชนะอย่างที่หลายคนเคยฝัน
สุดท้าย เจ๊เมาธ์อยากฝากไว้ว่า ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยเรื่องเล่าและธีมการลงทุนใหม่ ๆ อยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องเล่าจะกลายเป็นกำไรจริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ราคาหุ้นอาจเคลื่อนไหวตามอารมณ์ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว สิ่งที่กำหนดมูลค่าของบริษัท ก็ยังคงเป็นกำไร ผลประกอบการ และ พื้นฐานธุรกิจที่พิสูจน์ได้เสมอ และนี่คือสิ่งที่เจ๊เมาธ์เชื่อมาตลอดเจ้าค่ะ
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์







