
เปิดเบื้องลึกดีล Webull ซื้อ "บล.พาย" กับข้อกังขาที่ยังไม่จบ
เปิดเบื้องลึกดีล Webull ซื้อ "บล.พาย" กับข้อกังขาที่ยังไม่จบ : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- Webull เข้าซื้อกิจการ บล.พาย จาก บมจ.คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (CGH) มูลค่าราว 2,900 - 3,300 ล้านบาท โดยชำระเป็นเงินสดและหุ้นของ Webull
- ดีลดังกล่าวเป็นการผสานจุดแข็ง โดย Webull จะได้ฐานลูกค้าและธุรกิจในไทย ส่วน บล.พาย จะได้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์การลงทุนระดับโลก
- การซื้อกิจการเกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังขาที่ Webull ถูกคณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบกรณีแพลตฟอร์มอาจถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินและมีข้อบกพร่องในระบบ KYC/CDD
- มีการตั้งข้อสังเกตว่าดีลนี้อาจเป็นกลยุทธ์ของ Webull เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของแบรนด์ ผ่านโบรกเกอร์ที่มีฐานลูกค้าและระบบกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง
*** ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของไตรมาส 3/2569 มีหลายประเด็นที่เจ๊เมาธ์มองว่าน่าจับตา ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่กำลังจะทยอยประกาศงบ การเผชิญแรงกดดันของหุ้น THAI จากทั้งประเด็นด้านภาพลักษณ์และแรงขายหุ้นที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมไปถึงดีลใหญ่ในวงการตลาดทุน หลัง Webull ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ บล.พาย ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันรอบใหม่ในธุรกิจหลักทรัพย์ไทย
เริ่มกันที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มแรกที่จะแจ้งผลประกอบการออกมาก่อนหุ้นกลุ่มอื่น โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินตรงกันว่า กำไรสุทธิของทั้งกลุ่มในไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ประมาณ 5.8-7.2 หมื่นล้านบาท แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง แต่ก็มีปัจจัยบวก ทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมที่เริ่มฟื้นตัว ต้นทุนเงินฝากที่ทยอยลดลง รวมถึงการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังทำได้ดี
KBANK: คาดหมายว่าจะคว้าตำแหน่งแชมป์กำไรของกลุ่ม ด้วยตัวเลขประมาณ 13,200 ล้านบาท แม้ว่าหากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จะดูอ่อนตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากไม่มีรายการบันทึกกำไรพิเศษจากการลงทุนเหมือนไตรมาสแรก
SCB: คาดว่าจะรายงานผลการดำเนินงานฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากแรงหนุนของรายได้ดอกเบี้ย และโมเมนตัมที่ดีของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management)
KTB: ยังคงเป็นหุ้นเด่นของโบรกฯ จากอานิสงส์การปล่อยสินเชื่อภาคเอกชนรายใหญ่ และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ
BBL: แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มดอกเบี้ยอยู่บ้าง แต่ยังคงเป็นหุ้นปลอดภัย (Top Pick สาย Defensive) จากฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โครงสร้างงบดุลที่มั่นคง และมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ
TTB: สามารถควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผลประกอบการยังคงรักษาเสถียรภาพและทรงตัวได้อย่างสม่ำเสมอ
TISCO: มีลุ้นเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวในกลุ่มที่กำไรสุทธิเติบโตได้ทั้งแบบ YoY และ QoQ จากการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ TISCO จะเป็นธนาคารแรก ที่ประกาศผลประกอบการในวันที่ 14 กรกฎาคม ก่อนที่ธนาคารขนาดใหญ่อื่น ๆ จะทยอยประกาศงบระหว่างวันที่ 15-21 กรกฎาคม ซึ่งเจ๊เมาธ์เชื่อว่า หากตัวเลขออกมาตามที่ตลาดคาด กลุ่มธนาคารก็มีโอกาสกลับมาเป็นแกนนำของตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง ในช่วงครึ่งหลังของเดือน
ส่วนกรณีของการบินไทย (THAI) หลังพนักงานต้อนรับถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลีย ในข้อหาลักลอบขนยาเสพติด เรื่องนี้สำหรับเจ๊เมาธ์มองว่าในเชิงพื้นฐาน เหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบเพียงภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นหลัก แต่ยังไม่มีสัญญาณว่า จะกระทบต่อรายได้หรือผลประกอบการในระยะยาว
แต่ประเด็นที่เจ๊เมาธ์มองว่า ตลาดให้น้ำหนักมากกว่าคือ กรณีการครบกำหนด Silent Period ของหุ้นแปลงหนี้ในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะมีหุ้นอีกประมาณ 19,800 ล้านหุ้น หรือ คิดเป็นราว 75% ของหุ้นที่ถูกล็อกไว้ พร้อมเข้าสู่ตลาด ความกังวลจึงอยู่ที่แรงขายจากเจ้าหนี้ ที่อาจทยอยลดสัดส่วนการถือครอง จนทำให้ภาวะ Overhang ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อราคาหุ้น แม้ว่าผลประกอบการของบริษัทจะยังอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่งก็ตาม
ดังนั้น สำหรับ THAI เจ๊เมาธ์จึงมองว่า ประเด็นการปลดล็อกหุ้นมีน้ำหนักต่อราคาหุ้น มากกว่าข่าวพนักงานต้อนรับถูกจับกุในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดอย่างชัดเจน
อีกหนึ่งข่าวใหญ่ของวงการตลาดทุนไทย คือ การที่ Webull Holdings (Singapore) บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อกิจการ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) จาก บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGH คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,900 - 3,300 ล้านบาท (90 - 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยแบ่งการชำระเป็นเงินสดเพียง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหุ้นของ Webull อีก 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ CGH จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นของ Webull Corporation ที่จดทะเบียนในตลาด Nasdaq
แต่เนื่องจาก Webull มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศไทยอยู่แล้ว ความน่าสนใจของดีลนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่การซื้อใบอนุญาต แต่เป็นการนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาผสานกัน โดย Webull จะได้ฐานลูกค้า ทีมการตลาด นักวิเคราะห์ และ ธุรกิจซื้อขายหุ้นไทย รวมถึง TFEX ของ บล.พาย ขณะที่ บล.พาย จะได้รับเทคโนโลยีการลงทุนระดับโลก ผลิตภัณฑ์ลงทุนต่างประเทศ และระบบหลังบ้านที่ทันสมัยยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม...นอกเหนือจากเรื่องทางธุรกิจ ดีลการซื้อ บล.พาย ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ Webull กำลังถูกคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติดของสภาผู้แทนราษฎร เชิญตัวแทนบริษัทเข้าชี้แจงจากข้อร้องเรียนที่ระบุว่า
แพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการพัก หรือเคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่ได้มาจากการหลอกลวงประชาชน และข้อบกพร่องในระบบการทำความรู้จักลูกค้าและตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Know Your Customer/Customer Due Diligence: KYC/CDD)
โดยมีข้อสงสัยว่า บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์บางบัญชีอาจถูกใช้เป็น “ที่พักเงิน” หรือ “ทางผ่านเงิน” ของเครือข่ายดังกล่าว จนนำไปสู่การเรียกผู้บริหารเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการตั้งข้อสังเกตถึงการเข้าซื้อกิจการ บล.พาย ว่าอาจไม่ได้เป็นเพียงการขยายธุรกิจเท่านั้น แต่อาจเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของแบรนด์ ผ่านโบรกเกอร์ที่มีฐานลูกค้าและระบบกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง เพื่อใช้เป็นสะพานเชื่อมการเติบโตในตลาดทุนไทยก็เป็นได้เจ้าค่ะ







