
ดอยทองคำ สูงขนาดนี้…เมื่อไหร่จะได้ลง?
ดอยทองคำ สูงขนาดนี้…เมื่อไหร่จะได้ลง? : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย..เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- ราคาทองคำปรับตัวลงแรงจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่คลี่คลายลง ประกอบกับนโยบายดอกเบี้ยสูงที่ทำให้ทองคำน่าสนใจน้อยลง
- นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า เป็นการพักฐานระยะสั้น ไม่ใช่ขาลงรอบใหญ่ โดยคาดว่าราคามีโอกาสฟื้นตัวกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้
- สถาบันการเงินระดับโลกประเมินว่า ผู้ที่ลงทุนในราคาสูงอาจมีโอกาสหลุดดอยได้ในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า หรืออย่างช้าภายในปี 2570 หากสหรัฐฯ เริ่มลดอัตราดอกเบี้ย
หลังจากราคาทองคำโลกดิ่งหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน และปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดไปแล้วกว่า 30% ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งในประเทศ ร่วงลงมาจ่อระดับ 63,000 บาท ขณะที่ราคาทองรูปพรรณลงมาแตะบริเวณ 61,750 บาทต่อบาททองคำ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจนักลงทุนจำนวนมากว่า ในโลกที่ยังเต็มไปด้วยควันหลงของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์แทบทุกภูมิภาคเช่นนี้ ทองคำยังคงเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” อยู่จริงหรือไม่
ขณะเดียวกันก็มีคำถามตามมาอีกว่า การปรับฐานลงแรงในรอบนี้เป็นสัญญาณเตือนของขาลงรอบใหญ่ หรือเป็นเพียงการพักฐานชั่วคราวหลังจากราคาปรับตัวขึ้นร้อนแรงเกินไป และที่สำคัญที่สุด นักลงทุนที่กำลัง “ติดดอยทองคำ” อยู่ในเวลานี้ จะมีโอกาสกลับมาเท่าทุน หรือพลิกกลับมามีกำไรได้อีกครั้งเมื่อใด
ก่อนอื่น เจ๊เมาธ์อยากให้เข้าใจธรรมชาติของทองคำเสียก่อน เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มอบความอุ่นใจและความมั่นคงให้แก่ผู้ถือครอง โดยผลตอบแทนหลักมาจากส่วนต่างของราคาเพียงอย่างเดียว ต่างจากเงินฝาก พันธบัตร หุ้น หรือหุ้ นกู้ ที่นอกจากราคาสินทรัพย์จะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ยังมีดอกเบี้ยหรือเงินปันผลเป็นผลตอบแทนเพิ่มเติมอีกด้วย
ที่ผ่านมา ราคาทองคำได้รับแรงหนุนอย่างมหาศาลจากความกังวลเรื่องสงคราม และความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เริ่มส่งสัญญาณคลี่คลาย ตลาดจึงหันกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย และทิศทางค่าเงิน
ล่าสุด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง พร้อมส่งสัญญาณว่า หากเงินเฟ้อยังไม่กลับเข้าสู่เป้าหมาย ก็อาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป
ขณะที่ฝั่งไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% เช่นกัน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ไม่ได้เอื้อต่อราคาทองคำมากนัก เพราะเมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง นักลงทุนจำนวนหนึ่งย่อมหันไปหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย แทนการถือครองทองคำที่ไม่มีผลตอบแทนในตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ในเชิงเทคนิค หลายสำนักวิเคราะห์เริ่มมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ราคาทองคำโลกกำลังอยู่ในช่วง “พักฐานเพื่อสร้างฐานราคาใหม่” มากกว่าจะเป็นการเข้าสู่ขาลงระยะยาว
โดยเฉพาะเมื่อราคากำลังเข้าใกล้แนวรับสำคัญบริเวณ 3,900-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งคาดว่าจะมีแรงซื้อจากนักลงทุนระยะยาว และธนาคารกลางหลายประเทศเข้ามาช่วยพยุงตลาด
เมื่อหันไปอ้างอิงมุมมองจากสถาบันการเงินระดับโลก ส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นว่า ทองคำมีศักยภาพมากพอที่จะกลับขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมได้อีกครั้ง เพียงแต่ต้องอาศัยเวลาและแรงหนุนที่ถูกจังหวะ
โดย Goldman Sachs คาดว่าราคาทองคำจะฟื้นตัวกลับสู่ระดับประมาณ $4,900 ต่อออนซ์ได้ภายในสิ้นปี 2569 ขณะที่ J.P. Morgan มาเหนือและมองบวกที่สุด โดยประเมินว่า ราคาสามารถทะยานทะลุ $6,000 ต่อออนซ์ได้ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570
ส่วน Standard Chartered มองว่า การปรับฐานรอบนี้เป็นเพียงการลดความร้อนแรงเพื่อให้ตลาดเดินหน้าต่อได้อย่างมีสุขภาพดี และคาดว่าราคาจะค่อย ๆ ไต่ระดับกลับสู่ $5,100 ต่อออนซ์ ในช่วงกลางปี 2570
หมายความว่า หากเป็นไปตามสมติฐานของสถาบันการเงินที่ว่ามา นักลงทุนที่ “ติดดอยทองคำ” ในจุดที่ราคาสูงที่สุดอาจ “หลุดดอย” ได้ในช่วง 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า หรืออย่างช้าภายในช่วงปลายปี 2570
โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ สหรัฐฯ ต้องกลับเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า กองทุนขนาดใหญ่ (ETF) กลับมาไล่ซื้อขนานใหญ่ รวมไปถึงแรงซื้อสะสมจากธนาคารกลางทั่วโลก ที่ยังต้องดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน... หากสถานการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐฯ บีบให้ Fed ต้องตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยซ้ำอีกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หรือ หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (แม้จะไม่มีการทำสงครามขนาดใหญ่แต่ก็ไม่ยอมผ่อนคลาย) เจ๊เมาธ์ก็เชื่อว่าโอกาสที่ราคาทองคำจะกลับไปที่เดิม หรือขึ้นไปใกล้ระดับเดิม ยังพอจะมี...เพียงแต่อาจต้องใช้เวลาและความอดทนมากกว่าที่หลายคนคาดหวัง
เอาเป็นว่าสำหรับคนที่มีทองคำอยู่ในมือแล้ว เจ๊เมาธ์มองว่า ยังไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องตื่นตระหนกกับการปรับฐานรอบนี้จนเกินไป เพราะปัจจัยหนุนในภาพใหญ่ระยะยาวยังอยู่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก ความไม่แน่นอนทางเมืองระหว่างประเทศ หรือแม้กระทั่งปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงลิ่วทั่วโลก
สุดท้ายนี้ เจ๊เมาธ์ยังมองว่า ทองคำยังไม่จบรอบขาขึ้นใหญ่...แต่กำลังอยู่ในช่วงพักฐานที่นักลงทุนต้องใช้ "สติ" ให้มากกว่า "ความโลภ" เพราะคนที่ได้เปรียบที่สุด คือ คนที่มีวินัยในการลงทุนมากที่สุดต่างหากเจ้าค่ะ
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย..เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์







