thansettakij
thansettakij
ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย : ก้าวกระโดดสำคัญสู่ประเทศรายได้สูง

ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย : ก้าวกระโดดสำคัญสู่ประเทศรายได้สูง

16 ก.ย. 69 | 07:33 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.ย. 69 | 07:48 น.

ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย : ก้าวกระโดดสำคัญสู่ประเทศรายได้สูง (1) : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ดร.วรมาศ ลิมป์ธีระกุล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4236

KEY

POINTS

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลง ทำให้เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 เป็นไปได้ยาก และอาจต้องใช้เวลาถึงปี 2056 หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างครั้งสำคัญ
  • สาเหตุหลักของปัญหาเกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การลงทุนที่ลดลง, ภาคธุรกิจขาดพลวัตและมีการกระจุกตัวสูง, และความท้าทายในตลาดแรงงานที่มีแรงงานนอกระบบจำนวนมากและช่องว่างด้านทักษะ
  • แนวทางแก้ไขคือ การใช้ 2 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การยกระดับขีดความสามารถด้วยนวัตกรรม และการสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจ โดยขับเคลื่อนผ่าน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต

หากจะเป็นประเทศรายได้สูงตามเกณฑ์ของธนาคารโลก (World Bank) ปัจจุบันต้องมีรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) มากกว่า 14,375 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีขึ้นไป 

รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ของประเทศไทยในปี 2025อยู่ที่ 7,690 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เรียกได้ว่าเราเดินมาเกินครึ่งทางของการเป็นเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงแล้ว แต่ปัญหาคือ ในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา แม้ไทยจะลดความยากจนและขยายชนชั้นกลางได้อย่างก้าวกระโดด ทว่าระยะหลังอัตราเร่งของเรากลับถดถอยลงอย่างน่ากังวล  

รายงาน "Building Thailand's future today" โดยธนาคารโลก (World Bank) ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 56% ในปี 2019 ก่อนจะร่วงลงมาเหลือเพียง 51% ในปี 2023 โดยประเทศไทยใช้เวลาถึง 26 ปี ในการผลักดันรายได้ต่อหัวให้เพิ่มเป็นสองเท่า ในขณะที่ประเทศอย่างมาเลเซียใช้เวลา 16 ปี และกลุ่มประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างเกาหลีใต้และจีน ใช้เวลาเพียงราว 10 ปีเท่านั้น  

ปัจจุบัน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย หลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ชะลอตัวอยู่ที่ระดับเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.2 ธนาคารโลกประเมินว่า หากประเทศไทยยังคงรักษาความเร็วไว้เท่านี้ เราจะต้องรอถึงปี ค.ศ. 2056 กว่าจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง แต่หากเราเร่งเครื่องปฏิรูปโครงสร้างและผลักดันให้เศรษฐกิจโตแตะระดับร้อยละ 5.4 ต่อปี เป้าหมายประเทศรายได้สูงภายในปี ค.ศ. 2037 ก็ยังมีความเป็นไปได้ 

การชะลอตัวของการลงทุนและปัจจัยเชิงสถาบัน 

สาเหตุสำคัญของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงประการเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากการลดลงของการลงทุนภายในประเทศ 

• การลงทุนในทุนกายภาพ (Physical capital investment): ในช่วงปี 1991–1996 การลงทุนในส่วนนี้เคยเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจถึงร้อยละ 77 ทว่าในช่วงปี 1999–2008 สัดส่วนดังกล่าวได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 20 โดยเม็ดเงินลงทุนในระยะหลัง มักถูกจัดสรรเพื่อการบำรุงรักษาทุนเดิม มากกว่าการลงทุนเพื่อขยายขีดความสามารถทางการผลิตใหม่ 

•การสะสมทุนมนุษย์ (Human capital): มีแนวโน้มชะลอตัวลงตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ซึ่งส่งผลให้อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงาน (Labor productivity) ในช่วงปี 2015–2023 อยู่ในระดับที่ร้อยละ 2.1 

แนวโน้มการชะลอตัวของการลงทุน ยังมีความเชื่อมโยงกับความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้กระบวนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมีความล่าช้า ข้อมูลสถิติระบุว่า ในช่วงปี 2010-2019 ประเทศไทยมีการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปเฉลี่ย 43 ฉบับต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น เวียดนาม และ มาเลเซีย 

The Missing Middle: โครงสร้างภาคธุรกิจและการขาดพลวัต
พลวัตภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการเติบโตของภาคธุรกิจที่ชะลอตัวลง โดยข้อมูลจากสถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ชี้ให้เห็นว่าอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ของภาคธุรกิจในประเทศไทยได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากค่าเฉลี่ยร้อยละ 8.3 ในปี 2013 เหลือเพียงร้อยละ 6.3 ในปี 2024 

•อัตราการเกิดใหม่ของธุรกิจอยู่ในระดับต่ำ: ไทยมีการจัดตั้งธุรกิจใหม่เพียง 1.7 แห่งต่อประชากรวัยทำงาน 1,000 คน (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้สูงซึ่งอยู่ที่ 7.5 แห่ง)

•การกระจุกตัวของผลประโยชน์และทรัพยากร: วิสาหกิจขนาดจิ๋วมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 81-92 แต่มีผลิตภาพต่ำ ในขณะที่กลุ่มธุรกิจชั้นนำ (Superstar firms) เพียงร้อยละ 1 กลับครองสัดส่วนการส่งออกกว่าร้อยละ 80 รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มและยอดขายได้เกินครึ่งหนึ่งของภาคการผลิต

•ข้อจำกัดการจัดสรรทรัพยากรทุน (Capital Misallocation): ทุนกระจุกตัวอยู่ในกิจการที่มีประสิทธิภาพลดลง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วิสาหกิจขนาดกลางหายไปจากระบบ 

•อุปสรรคการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs: แม้ SMEs จะรองรับการจ้างงานถึง 13.6 ล้านคน แต่กลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 1 ใน 5 (ต่ำกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าถึงได้กว่าร้อยละ 60)

•ต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าความเสี่ยงจริง: SMEs ต้องรับภาระดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 7.8 ซึ่งเป็นการประเมินส่วนเพิ่ม (Premium) ที่สูงกว่าความเสี่ยง สวนทางกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มักได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าความเสี่ยง

•การกระจุกตัวของสินเชื่อในระบบ: โครงสร้างการเงินที่ขาดความสมดุลทำให้สินเชื่อถึง 3 ใน 4 ตกอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs นับแสนรายได้รับส่วนแบ่งเพียง 1 ใน 4 ของระบบเท่านั้น 
ข้อจำกัดในการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ ที่นำไปใช้ในการส่งออกของประเทศอื่น (Forward GVC participation) ของไทยจึงทรงตัวอยู่ที่เพียงร้อยละ 14 ซึ่งหากประเทศไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนนี้ได้อีกร้อยละ 10 จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการจ้างงานโดยรวมได้ถึงร้อยละ 7.8

ความท้าทายด้านแรงงานและการศึกษา: รอยต่อที่หายไปของการยกระดับผลิตภาพ  

ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจไทยจะสามารถสร้างงานในระบบได้ถึง 15 ล้านตำแหน่ง แต่ปัจจุบันกลไกการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังภาคเศรษฐกิจ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า (Structural transformation) กลับอยู่ในภาวะชะงักงัน  

•ข้อจำกัดในการยกระดับโครงสร้างแรงงาน: กว่าร้อยละ 90 ของการเติบโตของค่าจ้างช่วงปี 2011-2024 มาจากการปรับขึ้นภายในอุตสาหกรรมเดิม แทนที่จะเป็นการเคลื่อนย้ายสู่ภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงกว่า

•ขนาดและสัดส่วนแรงงานนอกระบบ: มีแรงงานไร้หลักประกันทางสังคมสูงถึง 20.9 ล้านคน หรือร้อยละ 52.4 ของผู้มีงานทำทั้งประเทศ (ข้อมูลปี 2568) โดยกระจุกตัวในภาคเกษตรกรรมถึง 11.1 ล้านคน

•ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้: แรงงานในระบบมีรายได้เฉลี่ย 26,436 บาทต่อเดือน สูงกว่าแรงงานนอกระบบซึ่งมีรายได้เฉลี่ย 17,549 บาทต่อเดือน และลดลงเหลือเพียง 9,735 บาทต่อเดือนสำหรับแรงงานนอกระบบในภาคเกษตร

•ช่องว่างด้านทักษะและการศึกษา: ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมีค่าจ้างสูงกว่าผู้จบประถมศึกษาร้อยละ 62.9 โดยแรงงานในระบบร้อยละ 36.3 จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา สวนทางกับแรงงานนอกระบบร้อยละ 46 ที่มีระดับการศึกษาเพียงประถมศึกษาหรือต่ำกว่า

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่ภาวะสูงวัย ซึ่งอาจส่งผลให้กำลังแรงงานของไทยลดลงจาก 51 ล้านคน เหลือเพียง 44 ล้านคนในปี 2040 การเร่งพัฒนานโยบายการศึกษา ยกระดับทักษะแรงงาน ตลอดจนขยายความคุ้มครองทางสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่จะช่วยรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

สองยุทธศาสตร์พลิกโฉมประเทศ และ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

เพื่อยกระดับรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ข้ามเกณฑ์ประเทศรายได้สูงที่ 14,375 ดอลลาร์สหรัฐ รายงานได้เสนอ 2 ยุทธศาสตร์คู่ขนาน ได้แก่: 

1.The Upgrading Imperative (ยุทธศาสตร์การยกระดับขีดความสามารถ): เปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันจากการพึ่งพาต้นทุนค่าแรงต่ำ ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยทักษะ นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง

2.The Dynamism Imperative (ยุทธศาสตร์การสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจ): สร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมการแข่งขัน ลดการผูกขาด เปิดทางให้ธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาด และกระจายความเจริญอย่างทั่วถึงเพื่อเพิ่มโอกาสทางสังคม (Inclusive & Social mobility)

ยุทธศาสตร์เหล่านี้จะถูกขับเคลื่อนผ่านอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 กลุ่ม ซึ่งคาดว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการจ้างงานที่มีคุณภาพและมูลค่าเพิ่มสูง ประกอบด้วย:  

1.การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing): ต่อยอดฐานการผลิตสู่ศูนย์กลางส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์รองรับ AI (AI-enabling goods) ซึ่งการส่งออกในกลุ่มนี้ขยายตัวถึงร้อยละ 50 ในปี 2025

2.การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและเชิงสุขภาพ (Sustainable & Wellness Tourism): เปลี่ยนจากการเน้นปริมาณสู่การเน้นมูลค่าและคุณภาพ โดยยกระดับเศรษฐกิจเวลเนส (Wellness economy) ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายรับจากการท่องเที่ยวได้ถึงร้อยละ 9 ภายในปี 2032 ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม

3.บริการดิจิทัล (Digital Services): ลดข้อจำกัดทางการค้าในภาคบริการเพื่อดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบนิเวศสตาร์ทอัพ (ปัจจุบันไทยมีเพียง 10 รายต่อประชากรล้านคน) เพื่อเป็นฐานสนับสนุนเทคโนโลยีการเงิน (Fintech) และ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce)

4.เกษตรอาหาร (Agrifood): แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของภาคเกษตรที่สร้าง GDP ไม่ถึงร้อยละ 15 แต่รับภาระการจ้างงานถึงร้อยละ 30 โดยเปลี่ยนการอุดหนุนแบบให้เปล่าเป็นการผูกเงื่อนไข  Conditionality) ให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพและเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร

5.อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries): ยกระดับสู่บริการสร้างสรรค์และคอนเทนต์ดิจิทัลมูลค่าสูง โดยแปลงทุนทางวัฒนธรรมเป็นมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการพัฒนาระบบการเงินและการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม

โอกาสจากการเข้าเป็นสมาชิก OECD

กระบวนการขอเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยผลักดันให้ไทยต้องยกระดับกฎหมาย นโยบาย และมาตรฐานสู่ระดับสากล ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การเปิดเสรีการค้า นโยบายการแข่งขัน ความโปร่งใส ไปจนถึงการปฏิรูปการศึกษาและสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้จะช่วยเปลี่ยนผ่านการทำงานของภาครัฐที่เคยกระจัดกระจาย ให้กลายเป็นยุทธศาสตร์การเติบโตที่เป็นเอกภาพและมุ่งผลลัพธ์ระยะยาวอย่างแท้จริง

บทสรุป: ถึงเวลาขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม

เป้าหมายประเทศรายได้สูงในปี 2037 จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ หากยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาสถานะเดิม ปัญหาการกระจุกตัวของทรัพยากร วิกฤตแรงงานนอกระบบ และความท้าทายด้านการศึกษา ล้วนเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโต 

ภาครัฐจึงต้องเร่งแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน เดินหน้าเจรจาการค้าเสรีเชิงลึก (Deep Trade Agreements) และที่สำคัญที่สุดคือต้องลงทุนขนานใหญ่ใน ‘ทุนมนุษย์’ เพื่อสร้างโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมและยกระดับการเรียนรู้ตลอดชีวิต 
เป้าหมายปี 2037 ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อม แต่เพื่อไปให้ถึง ประเทศไทยจำเป็นต้องเริ่มต้นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้

เอกสารอ้างอิง (References): 

1.World Bank. (2026). Building Thailand's Future Today. 
2.สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2568). รายงานการสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2568 (The Informal Employment Survey 2025). 
3.สถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER). (2026). Misallocation: โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย.
4.สถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER). (2026). ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทย ผ่านการจัดสรรทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น.


คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ดร.วรมาศ ลิมป์ธีระกุล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4236