
ส่งออกอาหารอ่วม! ต้นทุนพุ่งบีบสภาพคล่อง ลามเสี่ยงหยุดบางไลน์ผลิต
วิกฤตพลังงานยังเป็นประเด็นร้อนที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นตัวเร่งของภาพรวมวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ลามกระทบมาถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ปัญหาปากท้องประชาชน และที่น่าจับตาผลกระทบที่ลามไปสู่ภาคการผลิตทั้งระบบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
KEY
POINTS
- ผู้ประกอบการส่งออกอาหารเผชิญปัญหาสภาพคล่องตึงตัวจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น 5-10% โดยเฉพาะราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบ
- การส่งออกอาหาร 2 เดือนแรกของปีหดตัวแล้ว 10.5% และคาดว่าไตรมาสแรกอาจติดลบเป็นตัวเลข 2 หลัก จากผลกระทบของสงครามและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
- หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผู้ประกอบการอาจต้องชะลอการผลิต ลดการทำงานล่วงเวลา และมีความเสี่ยงต้องหยุดสายการผลิตบางส่วนเป็นการชั่วคราว
วิกฤตพลังงานยังเป็นประเด็นร้อนที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นตัวเร่งของภาพรวมวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ลามกระทบมาถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ปัญหาปากท้องประชาชน และที่น่าจับตาผลกระทบที่ลามไปสู่ภาคการผลิตทั้งระบบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยทุกภาคการผลิตกำลังได้รับผลกระทบชัดเจนขึ้นเมื่อสต็อกวัตถุดิบหมดหรือร่อยหรอ ต้นทุนปรับขึ้นยกแผง ราคาสินค้ามีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่สูงขึ้น
ล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต ถึงการเผชิญกับปัญหาและรับมือกับวิกฤตในครั้งนี้
นายวิศิษฐ์ ประเมินว่าจากวิกฤตสงครามตะวันออกกลางทำให้ในช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 ส่งออกอาหารหดตัวลงแล้ว 10.5% ภาพรวมการส่งออกอาหารไตรมาสแรกมีแนวโน้มติดลบค่อนข้างแรง และอาจลึกกว่าตัวเลข 2 เดือนแรก เพราะผลกระทบจากหลายปัจจัยเริ่มชัดขึ้นในเดือนมีนาคม ทั้งเรื่องต้นทุนขนส่ง ความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือ ราคาพลังงาน และความระมัดระวังของผู้นำเข้า
ดังนั้น ภาพรวมไตรมาสแรกมีโอกาสติดลบในระดับเลข 2 หลัก สะท้อนว่าปีนี้อุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังเจอแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ขณะที่ทั้งปีนี้คาดการส่งออกจะลดลงราว 7.3% โดยจะมีมูลค่าการส่งออกทั้งปีประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท
ปัจจัยกดดันหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งทางทะเล โดยเฉพาะความไม่สะดวกในเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) และแอฟริกา เผชิญอุปสรรคมากขึ้น ขณะเดียวกัน ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูงยังซ้ำเติมภาคการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ ปุ๋ย ไปจนถึงค่าขนส่ง
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากแรงกดดันเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ยังส่งผลให้กำลังซื้อในตลาดคู่ค้าสำคัญลดลง โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างสูง ได้แก่ ทูน่ากระป๋อง ข้าว ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง และสับปะรดกระป๋อง
- เป็นวิกฤตแบบ “ซึมลึก”
สำหรับวิกฤตครั้งนี้ โดยส่วนตัวยังมองว่ายังไม่ใช่วิกฤตที่ “รุนแรงที่สุด” แบบโควิดหรือวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่เป็นวิกฤตคนละลักษณะโควิดเป็น shock ที่รุนแรงและเร็ว ส่วนต้มยำกุ้งเป็นวิกฤตโครงสร้างทางการเงินทั้งระบบ แต่ครั้งนี้เป็นวิกฤตแบบ “ซึมลึก” คือกดดันทั้งกำลังซื้อโลก ต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ ค่าเงิน และการแข่งขันในเวลาเดียวกัน
“สิ่งที่น่ากังวลคือ ถ้ายืดเยื้อ จะกลายเป็นภาวะโตต่ำ กำไรบาง และฟื้นตัวได้ยาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก”
- 5 ปัจจัยท้าทายอุตฯอาหารไทย
เมื่อถามว่าปัจจัยอะไรที่ท้าทายอุตสาหกรรมอาหารไทยในขณะนี้ที่สุด มองว่ามี 5 ปัจจัยหลักคือ 1.กำลังซื้อโลกอ่อนตัว 2.ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น 3.ความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ยและวัตถุดิบจากปิโตรเคมีขาดแคลนและราคาสูง 4.การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง 5.ความไม่แน่นอนทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญคือ วิกฤตนี้กระทบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรต้นน้ำ การผลิตกลางน้ำ ไปจนถึงการส่งออกปลายน้ำ
- เดิน 3 ทางหาโอกาสทางการค้า
นายวิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า เวลานี้ถ้าจะหาโอกาสทางการค้าสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร จะต้องเดิน 3 ทางพร้อมกัน คือ กระจายตลาดไปยังประเทศที่ยังเติบโต การเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่ม เช่น อาหารสุขภาพและ Future Food รวมถึงการทำงานเชิงรุกกับลูกค้าโดยปรับสูตร ขนาด ราคา และเงื่อนไขให้ยืดหยุ่นได้ เพราะมองว่าวันนี้ไม่ใช่แค่ขายให้ได้ แต่ต้องขายให้เหมาะกับตลาด และยังมีกำไรพออยู่รอด
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อต่อไป สิ่งที่จะเกิดก่อนคือสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนตึงตัว เกิดการชะลอการผลิต หรือเดินเครื่องไม่เต็มกำลัง การลดการทำงานนอกเวลา (โอที) การชะลอการลงทุน และชะลอการจ้างงาน หากหนักมากอาจหยุดบางไลน์การผลิตหรือปิดบางส่วนชั่วคราว ดังนั้น สิ่งที่น่าห่วงที่สุดในระยะสั้นคือ สายป่านของผู้ประกอบการ มากกว่าการเลิกจ้างทันที
- ต้นทุนพุ่ง-ดิ้นหาแนวทางรับมือ
อย่างไรก็ดีขณะนี้ในภาพรวม หลายธุรกิจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า เพราะต้นทุนหลักมาจากพลังงาน ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ ค่าบรรจุภัณฑ์ วัตถุดิบเกษตรต้นน้ำ ดังนั้นแนวทางรับมือเบื้องต้นคือวางแผนสต็อกและซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า ปรับ product mix ไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มเจรจากับคู่ค้าเรื่องราคาและเงื่อนไข การคุมต้นทุนภายในโรงงานอย่างเข้มข้น และต้องระวังว่าแรงกดดันต้นทุนอาจชัดขึ้นอีกในไตรมาส 2 เมื่อสต็อกเดิมเริ่มหมดลง







