
ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 กับโจทย์ใหญ่ 4 ปีข้างหน้า
ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 กับโจทย์ใหญ่ 4 ปีข้างหน้า : บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,206
KEY
POINTS
- การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 ได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีผู้สมัคร 18 คน เพื่อชิงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นที่ทรงอำนาจที่สุดของประเทศ
- ผู้ว่าฯ คนใหม่ต้องเผชิญโจทย์ใหญ่และความท้าทายเชิงโครงสร้างหลายด้าน อาทิ ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก การจราจรติดขัด วิกฤตฝุ่น PM2.5 และการเข้าสู่สังคมสูงวัย
- ภารกิจสำคัญ คือ การเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อวางรากฐานให้กรุงเทพฯ สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2569 ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการหลังปิดรับสมัคร เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 18 รวม 18 คน แบ่งเป็นผู้สมัครในนามพรรคการเมือง 3 คน และผู้สมัครอิสระ 15 คน แม้จำนวนผู้สมัครจะมาก แต่ในทางการเมืองต่างมองตรงกันว่าการแข่งขันที่แท้จริง น่าจะอยู่ในกลุ่มผู้สมัครตัวเต็งเพียงไม่กี่ราย ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่มีฐานการเมือง และเครือข่ายสนับสนุนที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวบุคคลคือ “โจทย์ของเมือง” ที่รออยู่เบื้องหน้า เพราะตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นทั่วไป หากแต่เป็นตำแหน่งที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้บริหารท้องถิ่นที่ทรงอำนาจที่สุดของประเทศ
เพราะกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ เป็นศูนย์กลางการเงิน การลงทุน การท่องเที่ยว และบริการ ขณะเดียวกันยังเป็นศูนย์กลางทางการเมือง การปกครอง และราชการแผ่นดิน เป็นที่ตั้งของรัฐบาล รัฐสภา ศาล และ สถานทูตต่างประเทศ การบริหารเมืองหลวงจึงส่งผลต่อภาพรวมประเทศโดยตรง
ภายใต้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กทม.มีภารกิจครอบคลุมตั้งแต่ผังเมือง การควบคุมอาคาร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ทางเท้า ระบบระบายนํ้า การป้องกันนํ้าท่วม การจัดการขยะ การศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวได้ว่าเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีบทบาทดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ
ภารกิจดังกล่าวดำเนินการภายใต้งบประมาณปี 2569 กว่า 92,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในบรรดาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับค่าบุคลากร รายจ่ายประจำ โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การป้องกันนํ้าท่วม และระบบคมนาคม จึงไม่เกินจริงที่จะกล่าวว่า ผู้ว่าฯ กทม.เปรียบเสมือนผู้บริหารกระทรวงขนาดใหญ่กระทรวงหนึ่ง
แม้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครจะมีพัฒนาการในหลายด้าน แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างจำนวนมากยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ ทั้งปัญหานํ้าท่วมซํ้าซากจากฝนตกหนัก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการจราจรติดขัดที่บั่นทอนประสิทธิภาพเศรษฐกิจเมือง วิกฤติฝุ่น PM2.5 ที่กระทบสุขภาพและคุณภาพชีวิต ปัญหาทางเท้าและการเข้าถึงของผู้พิการ การจัดการขยะ ความเหลื่อมลํ้าของคนเมือง ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่เพิ่มมากขึ้น
เสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วน จึงมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ภาคธุรกิจต้องการเห็นการแก้ปัญหาจราจรและนํ้าท่วมอย่างเป็นระบบ การพัฒนาเมือง อัจฉริยะ และการลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุน นักวิชาการเรียกร้องการปฏิรูปผังเมือง การรับมือ Climate Change การเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชน และการกระจายอำนาจสู่ระดับเขต
ขณะที่ประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับนํ้าท่วม รถติด PM2.5 ความปลอดภัย ค่าครองชีพ และการเข้าถึงบริการสาธารณะ
ดังนั้น ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 จึงไม่ได้เผชิญเพียงโจทย์การบริหารเมืองในแต่ละวัน แต่จะเผชิญกับภารกิจสำคัญในการกำหนดอนาคตของมหานคร ที่มีประชากรตามทะเบียนราษฎร์กว่า 5 ล้านคน และประชากรแฝงมากกว่า 10 ล้านคน
ความท้าทายตลอด 4 ปีข้างหน้าคือ การเปลี่ยนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง วางรากฐานเมืองที่รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รองรับสังคมสูงวัย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันกับมหานครชั้นนำของเอเชีย
สุดท้ายแล้ว ผู้ชนะที่แท้จริงของการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ควรเป็นเพียงผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องเป็นของประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,206 วันที่ 4 - 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569






