thansettakij
thansettakij
ปัญหาลิขสิทธิ์กับความล้มเหลวของกฎหมาย

ปัญหาลิขสิทธิ์กับความล้มเหลวของกฎหมาย

17 มิ.ย. 69 | 06:10 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มิ.ย. 69 | 06:24 น.

ปัญหาลิขสิทธิ์กับความล้มเหลวของกฎหมาย : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,210

KEY

POINTS

  • กฎหมายลิขสิทธิ์ไทยมีบทลงโทษรุนแรงแต่ขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้จริงในโลกดิจิทัล ทำให้เป็นเพียง "เสือกระดาษ"
  • ปัญหาเกิดจากความสับสนในบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ และขาดหน่วยงานเฉพาะกิจที่ทำงานเชิงรุกในการปราบปรามผู้ละเมิด
  • การละเมิดลิขสิทธิ์สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมายเสียเปรียบ และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากล
  • เรียกร้องให้มี "เจ้าภาพ" ที่ชัดเจนในการติดตาม ตรวจสอบ และสั่งปิดช่องทางละเมิดลิขสิทธิ์อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการที่ยืดเยื้อ

แม้ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ที่กำหนดบทลงโทษทางอาญาไว้อย่างรุนแรง โดยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 4 ปี และโทษปรับสูงสุดถึง 8 แสนบาท แต่ตัวบทกฎหมายกลับดูเหมือนเป็นเพียง “เสือกระดาษ”

เมื่อนำมาใช้จริงในโลกดิจิทัล ความลักลั่นที่เกิดขึ้นคือปัญหา “ความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย” (Enforcement Failure) ซึ่งเป็นผลมาจากความสับสนในบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ เมื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ถูกละเมิด ส่วนใหญ่มักจะพุ่งเป้าไปที่สถานีตำรวจเพื่อแจ้งความดำเนินคดี

จนหลงลืมบทบาทของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่มีหน้าที่โดยตรงในการให้คำปรึกษาและประสานงานปิดกั้นเว็บไซต์ ขณะเดียวกัน ฝ่ายตำรวจเองก็อาจไม่ได้มีทรัพยากร หรือ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการติดตามรอยการโจรกรรมทางปัญญาบนโลกออนไลน์ ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

แม้ผลงานจะเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ แต่ทุกชิ้นงานย่อมมีต้นทุนทางความคิด เมื่อถูกนำไปใช้แบบไม่ได้รับอนุญาต การละเมิดลิขสิทธิ์ทำให้เกิดความเสียเปรียบในเชิงต้นทุนอย่างรุนแรง เจ้าของผลงาน เจ้าของแนวคิด ที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง ต้องแบกรับต้นทุนค่าลิขสิทธิ์และภาษี ขณะที่ผู้ละเมิดไม่มีต้นทุนส่วนนี้เลย ทำให้สามารถตัดราคา และแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดไปได้อย่างไม่เป็นธรรม 

ยิ่งไปกว่านั้น ในระดับสากล ปัญหานี้ได้กลายเป็น “ชนักติดหลัง” ที่บดบังภาพลักษณ์ของประเทศ ผู้ขายลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมักจะมองภาพรวมความปลอดภัยทางปัญญาของไทย เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจร่วมธุรกิจ ซึ่งหากไทยยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มีระบบการคุ้มครองที่เข้มแข็ง ผู้ดำเนินการถูกต้องก็พลอยถูก “หางเลข” ขาดโอกาสในการซื้อ-ขายลิขสิทธิ์ผลงานดีๆ จากต่างประเทศไปด้วย

คำถามสำคัญคือ ใครคือ “เจ้าภาพ” ที่แท้จริงในการปราบปราม? แม้กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะมีพันธกิจหลัก ทั้งด้านการส่งเสริมการสร้างงาน (Creation) การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (Commer cialization) การให้ความคุ้มครอง (Protection) และการบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement) พร้อมทั้งวางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาระบบคุ้มครองให้สะดวก รวดเร็ว และ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

แต่ในทางปฏิบัติเรายังไม่เห็น “หน่วยงานเฉพาะกิจ” ที่ทำงานเชิงรุกเพื่อกวาดล้างขบวนการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์อย่างจริงจัง การทำงานยังคงเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ หรือรอให้ผู้เสียหายเดินเข้ามาหาเอง ซึ่งไม่ทันต่อเหตุการณ์ในยุค Digital Transformation

สิ่งที่หน่วยงานภาครัฐต้องเร่งทำคือ การก้าวข้ามผ่าน “ตัวเลขสถิติคำขอจดทะเบียน” ไปสู่การ “สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยให้แก่ผู้สร้างสรรค์” อย่างแท้จริง การเพิ่มจำนวนสถิติรับจดทะเบียนกว่า 11.16% หรือ การเติบโตของคำขออนุสิทธิบัตรที่พุ่งสูงถึง 49.03% จะไม่มีความหมายเลย หากนวัตกรรมเหล่านั้นถูกขโมยไปใช้ประโยชน์ในวันรุ่งขึ้น โดยที่รัฐไม่สามารถทำอะไรได้

วันนี้จึงจำเป็นต้องมี “เจ้าภาพ” ที่ชัดเจนในการติดตาม ตรวจสอบ และสั่งปิดช่องทางละเมิดลิขสิทธิ์ทันทีที่ตรวจพบ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการศาลที่ยืดเยื้อจนธุรกิจล่มสลาย เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและ Soft Power ของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,210 วันที่ 18-20 มิถุุนายน พ.ศ. 2569