thansettakij
thansettakij
รัฐอาจมีหลายองค์กรแต่ความยุติธรรมต้องไม่มีหลายมาตรฐาน

รัฐอาจมีหลายองค์กรแต่ความยุติธรรมต้องไม่มีหลายมาตรฐาน

20 เม.ย. 69 | 06:16 น.
อัปเดตล่าสุด :20 เม.ย. 69 | 07:07 น.

รัฐอาจมีหลายองค์กรแต่ความยุติธรรมต้องไม่มีหลายมาตรฐาน : บทความโดย โดย... รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • คำวินิจฉัยที่แตกต่างกันระหว่างศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. ในคดีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สร้างความคลางแคลงใจให้สังคมเกี่ยวกับมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม
  • แม้ความเห็นต่างในกระบวนการยุติธรรม (เช่น ระหว่างศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์) จะเป็นกลไกตรวจสอบที่ยอมรับได้ แต่ความขัดแย้งระหว่างองค์กรอิสระ โดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน จะบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน
  • ทางออกไม่ใช่การบังคับให้ทุกองค์กรเห็นตรงกัน แต่คือ การสร้างหลักประกันว่า ทุกคำวินิจฉัยต้องสามารถอธิบายได้ภายใต้มาตรฐานเดียวกันที่ตรวจสอบได้ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของหลักนิติรัฐ

ในกระบวนการยุติธรรม มิใช่เรื่องผิดปกติที่ “ศาลชั้นต้น” และ “ศาลอุทธรณ์” จะมีคำพิพากษาแตกต่างกัน แม้เป็นคดีเดียวกัน ความแตกต่างดังกล่าวอาจเกิดจากการตีความข้อเท็จจริง การให้น้ำหนักพยานหลักฐาน หรือการใช้ดุลพินิจทางกฎหมายที่ไม่จำเป็นต้องตรงกันในทุกกรณี 

ความเห็นต่างเช่นนี้มิได้เป็นจุดอ่อนของระบบ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของ “กลไกตรวจสอบภายใน” ที่ถูกออกแบบมาโดยมีลำดับชั้นของศาลเป็นตัวรองรับ ตั้งแต่ศาลชั้นต้นไปจนถึงศาลอุทธรณ์ และ ศาลสูงสุด เพื่อให้เกิดการกลั่นกรองและนำไปสู่ข้อยุติที่มีความน่าเชื่อถือ ความแตกต่างที่มีต่างดำรงอยู่ภายใต้ “ระบบเดียวกัน” ที่มีเป้าหมายเพื่อความยุติธรรม 

แต่เมื่อพิจารณาเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่าง “ศาลรัฐธรรมนูญ”  และ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” ในกรณีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่คำวินิจฉัยไปกันคนละทิศ คำถามที่เกิดขึ้นย่อมมิได้จำกัดอยู่เพียงว่า “ใครถูกหรือผิด” หากแต่ลึกลงไปกว่านั้น คือ ทั้งสองหน่วยงานมีคำอธิบายต่อความแตกต่างนี้ให้กับประชาชน “เพียงพอ” หรือไม่ หรือ “อ้อมแอ้ม” จนสังคมเชื่อว่ามีอะไร “ซุก” อยู่ในกอไผ่ 

แม้ในทางกฎหมายจะสามารถอธิบายได้ว่า แต่ละองค์กรใช้อำนาจ “คนละฐาน” และพิจารณา “คนละองค์ประกอบ” ความผิด เช่น การพิจารณาคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับการวินิจฉัยความรับผิดทางอาญาหรือจริยธรรม ซึ่งมีมาตรฐานของพยานหลักฐานและเกณฑ์การวินิจฉัยที่แตกต่างกัน

แต่ในมุมมองของสังคม ความแตกต่างในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นโดยปราศจากคำอธิบายเชิงเหตุผลที่ชัดเจน ย่อมนำไปสู่ “ความคลางแคลงใจ” ต่อความเป็นอิสระและความโปร่งใสขององค์กรรัฐอย่างน่ากังวล 

เมื่อองค์กรหนึ่งวินิจฉัยว่า พฤติการณ์มีลักษณะ “อำพราง” ขณะที่อีกองค์กรเห็นว่า พยานหลักฐานยัง “ไม่เพียงพอ” ต่อการชี้ว่ามีเจตนา หากไม่มีการชี้แจงถึงมาตรฐานการพิจารณาและเหตุผลที่รองรับอย่างละเอียด ความแตกต่างดังกล่าวย่อมถูกตีความไปในทางที่ “บั่นทอน” ความเชื่อมั่น มากกว่าจะเสริมสร้างความเข้าใจ 

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับสูงย่อมอยู่ภายใต้มาตรฐานความรับผิดที่สูงกว่าบุคคลทั่วไป ทั้งในแง่ของความโปร่งใส และการหลีกเลี่ยง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” การอธิบายหรือคำวินิจฉัยใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในระดับดังกล่าว จึงยิ่งจำเป็นต้องมีความชัดเจน รัดกุม และตอบคำถามของสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา 

ทางออกของปัญหาจึงมิใช่การบังคับให้องค์กรของรัฐ ต้องมีความเห็นตรงกันทุกประการ หากแต่เป็นการสร้างหลักประกันว่า “ความเห็นต่างต้องอธิบายได้” และอยู่ภายใต้มาตรฐานที่ “ตรวจสอบได้” อย่างแท้จริง เพราะในสังคมที่ยึดหลักนิติรัฐ ความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม มิได้เกิดจากการที่ทุกคำวินิจฉัยต้องเหมือนกัน หากแต่เกิดจากการที่ทุกคำวินิจฉัยสามารถอธิบายได้บนหลักการเดียวกัน 

รัฐอาจ “มี” หลายองค์กร แต่ความยุติธรรมต้อง “ไม่มี” หลายมาตรฐาน เพราะวันที่มาตรฐานเปลี่ยนไปตามคน หรือ อำนาจ วันนั้นกฎหมายก็ไม่ต่างอะไรจากเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ที่ท้ายสุดแล้วจะ “พังทลาย” เพราะสังคมไม่ยอมรับ

บทความโดย โดย... รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต ฐานเศรษฐกิจออนไลน์