
Digital Economy สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว (ตอนที่ 1)
คำว่า Digital Economy หรือ เศรษฐกิจดิจิตอล เกิดจากการพัฒนาของระบบอินเตอร์เน็ตที่จะเปลี่ยนวิถีของการค้าขายของโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อน และโลกมีความจำเป็นที่จะต้องจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT กติกา กฎระเบียบ และกฎหมายการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ และปรับทัศนคติของประชาชนในการเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ Digital Economy มีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายประเทศได้นำมาเพิ่มเติมในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดย Digital Economy ในมุมของภาครัฐส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปที่การวางโครงสร้างพื้นฐานของระบบ IT และอินเตอร์เน็ตให้ทั่วถึงเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นแบบธุรกิจกับรัฐ (B2G) ผู้บริโภคกับรัฐ (C2G) ธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) และธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C)
[caption id="attachment_61195" align="aligncenter" width="700"]
การใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยผลักดันเศรษฐกิจ ดิจิตอล[/caption]
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้ริเริ่มนำเศรษฐกิจดิจิตอลเข้าไปผนวกกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า แผนพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 3 ปี (2559-2561) โดยมีการกำหนดวิสัยทัศน์ "ปฏิรูปประเทศสู่ดิจิตอลไทยแลนด์" โดยมีเป้าหมายให้ไทยสามารถสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิตอลอย่างเต็มศักยภาพในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้านต่างๆ ซึ่งในครึ่งปีหลังเป็นต้นไป เราจะเริ่มเห็นความก้าวหน้าของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National E-payment Master Plan) มากขึ้น เนื่องจากภาครัฐจะเริ่มดำเนินการตามแผนงานสำคัญ 5 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการระบบการชำระเงินแบบ Any ID (2) โครงการการขยายการใช้บัตร (3) โครงการระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (4) โครงการ e-Payment ภาครัฐ และ (5) โครงการการให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหากทั้ง 5 โครงการสำเร็จจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ระบบดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบ
ในส่วนของภาคธุรกิจไทยไม่อาจจะรอคอยให้ภาครัฐดำเนินการแต่ฝ่ายเดียว มีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวไปพร้อมกันอย่างคู่ขนาน เนื่องจากระบบเศรษฐดิจิตอลได้เกิดขึ้นแล้ว พิจารณาจากจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตของโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากในปี 2548 มีคนใช้อินเตอร์เน็ตเพียง 16% ของประชากรโลก เพิ่มเป็น 43% ในปี 2558 (3.2 พันล้านคน) ชี้ให้เห็นว่าการค้าขายยุคดิจิตอลไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่ตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ทว่าการค้าขายยุคดิจิตอลมีความหมายที่กว้างขวางขึ้น ซึ่งหมายถึงการค้าขายของตลาดที่กำลังจะครอบคลุมประชากรทั่วทั้งโลก
ซึ่งตลอดระยะเวลา 5-10 ปีมานี้ เราได้เห็นธุรกิจที่เติบโตอย่างมากผ่านการค้าที่อาศัยระบบเศรษฐกิจดิจิตอล ยกตัวอย่างเช่น eBay Amazon และ Alibaba ที่มียอดขายเติบโตอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ความสำเร็จทั้งหลายปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดจากการปฏิวัติ "เศรษฐกิจดิจิตอล" ที่ผู้ประกอบการใช้ความฉลาดในการเชื่อมโยงพฤติกรรมผู้บริโภคและบริหารจัดการธุรกิจอย่างลงตัว โดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการสร้างฐานข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ
ทั้งนี้ ปัจจัยความสำเร็จอันดับแรกของการดำเนินธุรกิจยุคดิจิตอล คือ ผู้ประกอบการต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค โดยใช้การสื่อสารของเครือข่ายสังคม (Social Media) ที่นับวันจะมีพลังมากขึ้นตามความนิยมของผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น พิจารณาจากจำนวนบัญชีผู้ใช้ Social Media ของโลกที่มีอยู่จำนวนมาก อาทิ Facebook มีผู้ใช้ 1.59 พันล้านคน WhatApp มีผู้ใช้ 900 ล้านคน Messenger มีผู้ใช้ 800 ล้านคน และ Instagram มีผู้ใช้ 400 ล้านคน ทั้งนี้ การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านสื่อ Social Media ว่าแต่ละคนมีความสนใจสิ่งใด จากนั้นผู้ประกอบการก็ทำการจัดกลุ่มลูกค้าและหมวดหมู่สินค้าเพื่อให้ตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในประเทศไทยเริ่มมีธุรกิจต่างๆ ให้ความสนใจพฤติกรรมผู้บริโภคในสื่อ Social Media มากขึ้น มีการนำพฤติกรรมผู้บริโภคมาวิเคราะห์และกำหนดยุทธ์การทำตลาด รวมถึงใช้ Social Media อาทิ Facebook , Line, YouTube ฯลฯ มาเป็นหนึ่งในช่องทางการโฆษณาและขายสินค้าของตัวเองแล้ว
ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,164 วันที่ 9 - 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_61195" align="aligncenter" width="700"]
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้ริเริ่มนำเศรษฐกิจดิจิตอลเข้าไปผนวกกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า แผนพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 3 ปี (2559-2561) โดยมีการกำหนดวิสัยทัศน์ "ปฏิรูปประเทศสู่ดิจิตอลไทยแลนด์" โดยมีเป้าหมายให้ไทยสามารถสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิตอลอย่างเต็มศักยภาพในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้านต่างๆ ซึ่งในครึ่งปีหลังเป็นต้นไป เราจะเริ่มเห็นความก้าวหน้าของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National E-payment Master Plan) มากขึ้น เนื่องจากภาครัฐจะเริ่มดำเนินการตามแผนงานสำคัญ 5 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการระบบการชำระเงินแบบ Any ID (2) โครงการการขยายการใช้บัตร (3) โครงการระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (4) โครงการ e-Payment ภาครัฐ และ (5) โครงการการให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหากทั้ง 5 โครงการสำเร็จจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ระบบดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบ
ในส่วนของภาคธุรกิจไทยไม่อาจจะรอคอยให้ภาครัฐดำเนินการแต่ฝ่ายเดียว มีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวไปพร้อมกันอย่างคู่ขนาน เนื่องจากระบบเศรษฐดิจิตอลได้เกิดขึ้นแล้ว พิจารณาจากจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตของโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากในปี 2548 มีคนใช้อินเตอร์เน็ตเพียง 16% ของประชากรโลก เพิ่มเป็น 43% ในปี 2558 (3.2 พันล้านคน) ชี้ให้เห็นว่าการค้าขายยุคดิจิตอลไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่ตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ทว่าการค้าขายยุคดิจิตอลมีความหมายที่กว้างขวางขึ้น ซึ่งหมายถึงการค้าขายของตลาดที่กำลังจะครอบคลุมประชากรทั่วทั้งโลก
ซึ่งตลอดระยะเวลา 5-10 ปีมานี้ เราได้เห็นธุรกิจที่เติบโตอย่างมากผ่านการค้าที่อาศัยระบบเศรษฐกิจดิจิตอล ยกตัวอย่างเช่น eBay Amazon และ Alibaba ที่มียอดขายเติบโตอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ความสำเร็จทั้งหลายปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดจากการปฏิวัติ "เศรษฐกิจดิจิตอล" ที่ผู้ประกอบการใช้ความฉลาดในการเชื่อมโยงพฤติกรรมผู้บริโภคและบริหารจัดการธุรกิจอย่างลงตัว โดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการสร้างฐานข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ
ทั้งนี้ ปัจจัยความสำเร็จอันดับแรกของการดำเนินธุรกิจยุคดิจิตอล คือ ผู้ประกอบการต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค โดยใช้การสื่อสารของเครือข่ายสังคม (Social Media) ที่นับวันจะมีพลังมากขึ้นตามความนิยมของผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น พิจารณาจากจำนวนบัญชีผู้ใช้ Social Media ของโลกที่มีอยู่จำนวนมาก อาทิ Facebook มีผู้ใช้ 1.59 พันล้านคน WhatApp มีผู้ใช้ 900 ล้านคน Messenger มีผู้ใช้ 800 ล้านคน และ Instagram มีผู้ใช้ 400 ล้านคน ทั้งนี้ การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านสื่อ Social Media ว่าแต่ละคนมีความสนใจสิ่งใด จากนั้นผู้ประกอบการก็ทำการจัดกลุ่มลูกค้าและหมวดหมู่สินค้าเพื่อให้ตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในประเทศไทยเริ่มมีธุรกิจต่างๆ ให้ความสนใจพฤติกรรมผู้บริโภคในสื่อ Social Media มากขึ้น มีการนำพฤติกรรมผู้บริโภคมาวิเคราะห์และกำหนดยุทธ์การทำตลาด รวมถึงใช้ Social Media อาทิ Facebook , Line, YouTube ฯลฯ มาเป็นหนึ่งในช่องทางการโฆษณาและขายสินค้าของตัวเองแล้ว
ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ TMB Bank แต่อย่างใด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,164 วันที่ 9 - 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559






