
จากเดือนละ2พันรับ8หมื่น- 4 แสน
เมื่อปี 2520 บ้านหนองหว้า อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่แห้งแล้งกันดาร ลักษณะเป็นหลังเต่าดินเป็นดินปนทรายเก็บน้ำไม่ได้ จึงแทบทำการเกษตรไม่ได้เลย มีเพียงมันสำปะหลังเท่านั้นที่ปลูกได้ แต่ผลผลิตก็น้อยนิด เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการปฏิรูปที่ดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อมาสร้างโครงการหนองหว้านี้ให้กลายเป็นโมเดลการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกิน มีอาชีพมั่นคง และดำรงชีวิตร่วมกับครอบครัวได้อย่างยั่งยืน
โดยความร่วมกับหน่วยงานราชการที่ช่วยเหลือทั้งด้านการปฏิรูปที่ดิน การจัดระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมถึงคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการขณะที่สถาบันการเงินทำหน้าที่อำนวยสินเชื่อแก่เกษตรกรยากจนจำนวน50 ครอบครัวเกิดเป็นโครงการ 4 ประสาน ที่ช่วยให้เกษตรกรได้มีที่อยู่อาศัยและมีรายได้จากอาชีพเลี้ยงหมู
เกษตรกรที่ร่วมโครงการได้รับการจัดสรรที่ดินจำนวน 24 ไร่ บ้านอยู่อาศัย 1 หลัง และโรงเรือนเลี้ยงหมูอีก 1 หลัง พร้อมพันธุ์หมู 30 แม่พันธุ์ โดยเกษตรกรมีหน้าที่เลี้ยงแม่พันธุ์หมูเพื่อผลิตลูกหมูส่งให้กับโครงการ ซึ่งจะได้รับค่าตอบแทนจากลูกหมูที่ผลิตได้ โดยมีซีพีเอฟทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเลี้ยงสุกรในระบบโรงเรือนสู่เกษตรกร พร้อมจัดหาพันธุ์หมูที่ดี อาหารสัตว์ที่เหมาะสม ปัจจัยการผลิตที่จำเป็น องค์ความรู้ รวมถึงสัตวแพทย์ สัตวบาล คอยดูแลให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด และสุดท้ายคือรับผิดชอบในการดูแลด้านการตลาดให้ ด้วยการรับซื้อลูกหมูที่ผลิตได้คืนทั้งหมด ขณะเดียวกันเกษตรกรยังนำมูลหมูที่คนอื่นคิดว่าเป็นสิ่งไร้ค่ามาใช้ปรับปรุงบำรุงดินจนสามารถทำการเพาะปลูกพืชได้ทุกชนิด
เกษตรกรใช้เวลาเพียง 10 ปีก็สามารถผ่อนชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินรวม 17.8 ล้านบาทจนหมด ทำให้ได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นทั้งหมด พวกเขาจึงร่วมกันจัดตั้งเป็น บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัดในปี 2530 เพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างเกษตรกรกับบริษัทซีพีเอฟฯในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน
ปัจจุบันโครงการฯหนองหว้ามีจำนวน 70 ครอบครัว เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงหมู 40 ครัวเรือน แต่ผลผลิตกลับเพิ่มขึ้น จากปริมาณแม่พันธุ์หมูที่เพิ่มขึ้นเป็น 7,000 แม่ และมีอาชีพเสริมอย่าง ปลูกผัก ทำสวน ฟาร์มสเตย์ที่มีอยู่กว่า 20 หลัง ที่พร้อมเปิดรับผู้มาเยือนทั้งในและต่างประเทศ ได้เข้ามาเรียนรู้เส้นทางแห่งความสำเร็จของหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญชาวหนองหว้ามีรายได้เฉลี่ย 2,000 บาท/เดือน ปัจจุบันมีรายได้ 80,000 บาท/เดือน ซึ่งบางครอบครัวมีรายได้สูงถึง 300,000 – 400,000 แสนบาท/เดือน ตามจำนวนแม่พันธุ์ ส่วนมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มจาก 300,000 บาทเมื่อ 39 ปีก่อนเพิ่มเป็น 3 ล้านบาทในปัจจุบัน
"แม้โครงการของพวกเราจะประสบความสำเร็จ แต่ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ขึ้นอยู่ที่ลูกหลานพร้อมสานต่อ เด็กๆ หนองหว้าทุกคนจึงถูกดึงมาทำกิจกรรมและให้บทบาทพวกเขาตั้งแต่เด็กๆ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจความภาคภูมิใจในอาชีพของพ่อแม่ เรียกว่าตั้งแต่พออ่านออกก็ให้เขามีหน้าที่ประจำเลย เช่น อ่านข่าวประชาสัมพันธ์ เป็นมัคคุเทศก์ เราสร้างความสำคัญให้กับเขา เมื่อเขามีความภูมิใจ ก็จะอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน สุดท้ายก็จะรักและหวงแหนชุมชนแห่งนี้ด้วยหัวใจ" วสันต์ โปสูงเนิน อดีตพนักงานซีพีเอฟที่ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรที่หนองหว้าเมื่อบริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานได้สมัครเข้าร่วมโครงการเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วบอกมา….นี่เป็นต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกรที่อยากเผยแพร่ให้ทราบทั่วกัน ครับ830
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,163 วันที่ 5 - 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559
โดยความร่วมกับหน่วยงานราชการที่ช่วยเหลือทั้งด้านการปฏิรูปที่ดิน การจัดระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมถึงคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการขณะที่สถาบันการเงินทำหน้าที่อำนวยสินเชื่อแก่เกษตรกรยากจนจำนวน50 ครอบครัวเกิดเป็นโครงการ 4 ประสาน ที่ช่วยให้เกษตรกรได้มีที่อยู่อาศัยและมีรายได้จากอาชีพเลี้ยงหมู
เกษตรกรที่ร่วมโครงการได้รับการจัดสรรที่ดินจำนวน 24 ไร่ บ้านอยู่อาศัย 1 หลัง และโรงเรือนเลี้ยงหมูอีก 1 หลัง พร้อมพันธุ์หมู 30 แม่พันธุ์ โดยเกษตรกรมีหน้าที่เลี้ยงแม่พันธุ์หมูเพื่อผลิตลูกหมูส่งให้กับโครงการ ซึ่งจะได้รับค่าตอบแทนจากลูกหมูที่ผลิตได้ โดยมีซีพีเอฟทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเลี้ยงสุกรในระบบโรงเรือนสู่เกษตรกร พร้อมจัดหาพันธุ์หมูที่ดี อาหารสัตว์ที่เหมาะสม ปัจจัยการผลิตที่จำเป็น องค์ความรู้ รวมถึงสัตวแพทย์ สัตวบาล คอยดูแลให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด และสุดท้ายคือรับผิดชอบในการดูแลด้านการตลาดให้ ด้วยการรับซื้อลูกหมูที่ผลิตได้คืนทั้งหมด ขณะเดียวกันเกษตรกรยังนำมูลหมูที่คนอื่นคิดว่าเป็นสิ่งไร้ค่ามาใช้ปรับปรุงบำรุงดินจนสามารถทำการเพาะปลูกพืชได้ทุกชนิด
เกษตรกรใช้เวลาเพียง 10 ปีก็สามารถผ่อนชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินรวม 17.8 ล้านบาทจนหมด ทำให้ได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นทั้งหมด พวกเขาจึงร่วมกันจัดตั้งเป็น บริษัท หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จำกัดในปี 2530 เพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างเกษตรกรกับบริษัทซีพีเอฟฯในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน
ปัจจุบันโครงการฯหนองหว้ามีจำนวน 70 ครอบครัว เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงหมู 40 ครัวเรือน แต่ผลผลิตกลับเพิ่มขึ้น จากปริมาณแม่พันธุ์หมูที่เพิ่มขึ้นเป็น 7,000 แม่ และมีอาชีพเสริมอย่าง ปลูกผัก ทำสวน ฟาร์มสเตย์ที่มีอยู่กว่า 20 หลัง ที่พร้อมเปิดรับผู้มาเยือนทั้งในและต่างประเทศ ได้เข้ามาเรียนรู้เส้นทางแห่งความสำเร็จของหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญชาวหนองหว้ามีรายได้เฉลี่ย 2,000 บาท/เดือน ปัจจุบันมีรายได้ 80,000 บาท/เดือน ซึ่งบางครอบครัวมีรายได้สูงถึง 300,000 – 400,000 แสนบาท/เดือน ตามจำนวนแม่พันธุ์ ส่วนมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มจาก 300,000 บาทเมื่อ 39 ปีก่อนเพิ่มเป็น 3 ล้านบาทในปัจจุบัน
"แม้โครงการของพวกเราจะประสบความสำเร็จ แต่ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ขึ้นอยู่ที่ลูกหลานพร้อมสานต่อ เด็กๆ หนองหว้าทุกคนจึงถูกดึงมาทำกิจกรรมและให้บทบาทพวกเขาตั้งแต่เด็กๆ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจความภาคภูมิใจในอาชีพของพ่อแม่ เรียกว่าตั้งแต่พออ่านออกก็ให้เขามีหน้าที่ประจำเลย เช่น อ่านข่าวประชาสัมพันธ์ เป็นมัคคุเทศก์ เราสร้างความสำคัญให้กับเขา เมื่อเขามีความภูมิใจ ก็จะอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน สุดท้ายก็จะรักและหวงแหนชุมชนแห่งนี้ด้วยหัวใจ" วสันต์ โปสูงเนิน อดีตพนักงานซีพีเอฟที่ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรที่หนองหว้าเมื่อบริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานได้สมัครเข้าร่วมโครงการเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วบอกมา….นี่เป็นต้นแบบความสำเร็จของเกษตรกรที่อยากเผยแพร่ให้ทราบทั่วกัน ครับ830
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,163 วันที่ 5 - 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559






