thansettakij
thansettakij
ไทยใหญ่ในอาเซียนไม่ได้ ถ้าไม่ทำใหม่ โรงงานวัคซีนสุกร l โอฬาร สุขเกษม

ไทยใหญ่ในอาเซียนไม่ได้ ถ้าไม่ทำใหม่ โรงงานวัคซีนสุกร l โอฬาร สุขเกษม

24 พ.ค. 59 | 08:57 น.
อัปเดตล่าสุด :24 พ.ค. 59 | 15:57 น.
วิสัยทัศน์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เขียนไว้ว่า "เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความมั่นคงด้านอาหาร เป็นฐานสร้างรายได้ให้แผ่นดิน" แต่ดูเหมือนว่าวิสัยทัศน์ขณะนี้กำลังพล่ามัวลงทุกขณะ ด้วยหลายสาเหตุหรือหลายปัจจัย ไม่ว่าเกิดจากแรงบีบของต่างประเทศไม่ว่าแรงบีบทางด้านการเมือง แรงบีบด้านเศรษฐกิจ หรือสภาพแล้งของภูมิอากาศ สภาพโรคร้ายที่กลุ้มรุมต่อพืชผลหรือปศุสัตว์ เป็นต้น

สิ่งหนึ่งที่กระทบต่อวงการปศุสัตว์ไทยบ่อยๆ ก็คือโรคร้ายติดต่อที่เกิดขึ้นบ่อยๆ กับวงการเลี้ยงสุกรภายในประเทศ อาทิ อหิวาต์ หรือไม่ก็โรคปากเท้าเปื่อยที่เกิดกับสัตว์กีบคู่ไม่ว่าจะเป็นโค กระบือ แพะ แกะหรือสุกร ซึ่งปีนี้คาดเดาว่าเฉพาะสุกรอย่างเดียวเราสูญเสียจากโรคปากเท้าเปื่อยคงไม่น้อยกว่า 25-30 % ที่ว่าคาดเดาก็เพราะไม่มีตัวเลขเป็นทางการออกมาจริงๆว่าเราสูญเสียไปเท่าใด แต่จากการสอบถามดู แต่ละฟาร์มที่สอบถามได้ล้วนตายเพราะโรคปากเท้าเปื่อยตัวกันทั้งนั้น โดยเฉพาะในเขตจังหวัดตะวันตกของประเทศไม่ว่าที่จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และโรคติดต่อในสัตว์สมัยนี้ก็พัฒนาขึ้นมาก เมื่อก่อนโรคปากเท้าเปื่อยจะมาเป็นฤดูกาล แต่เดียวนี้พร้อมเกิดการติดต่อเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ช่วงเดือนเมษายน 2559 ราคาจำหน่ายสุกรลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย ที่ราคาลดต่ำลงนั้นไม่ใช่กลไกการตลาดอย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็นเพราะสัตว์กำลังป่วยต่างหาก เกษตรกรต้องโละทิ้งยกฟาร์มหากโชคไม่ดี มองไปทางไหนก็เห็นสุกรป่วยทั้งเล้าหรือทั้งฟาร์ม น้ำหนักสุกรต่อตัวก็ลดลงจากเคยขุนให้น้ำหนักถึง 120 กิโลกรัม ต้องตัดใจส่งเข้าโรงเชือดตั้งแต่น้ำหนัก 80-90 กิโลกรัม แต่ “สวรรค์ของผู้บริโภค” มาแค่ช่วงระยะสั้นๆ เท่านั้น เพราะเทศกาลฆ่าเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายอย่างหนักก็จบสิ้นลง ราคาสุกรก็เพิ่มขึ้นแบบพรวดพลาด เพราะจำนวนเนื้อสุกรส่งออกสู่ตลาดน้อยลง ประกอบกับถนนสายอาร์3 เอ จากไทยทะลุถึงจีนเดินทางได้สะดวก ทำให้การส่งออกสุกรได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้นมากกว่าการขนส่งทางเรือตามลำแม่น้ำโขง ขณะที่จีนก็ประสบปัญหาโรคติดต่อไม่ต่างกับผู้เลี้ยงสุกรในไทยเช่นกัน

การแพร่ระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยที่ลามถึงสุกรในช่วงเวลานี้ไม่เป็นข่าว ที่ไม่เป็นข่าวไม่ใช่เพราะไม่มีเหตุเกิด แต่การข่าวของราชการของไทย “ไม่เอาไหน” มากกว่า หรืออาจเป็นเพราะเห็นเป็นเรื่องปรกติธรรมดาที่เกิดขึ้นก็ได้ เพราะเกิดเหตุเช่นนี้ในไทยบ่อยครั้งจนเกินไป และดูเหมือนว่ากลุ่มผู้เลี้ยงสุกรจะห่วงเรื่องอื่นมากกว่า เป็นต้นว่า ห่วงเรื่องที่ไทยจะทำ ““ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement : TPP) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งดูท่ากระทรวงพาณิชย์แบะท่าจะเข้าร่วมอย่างแน่นอน ซึ่งการเข้าเป็นภาคีสมาชิกนั้นไทยอาจถูกบีบเหมือนกับที่ญี่ปุ่นถูกบีบมาก่อน คือ บีบให้ญี่ปุ่นทยอยลดอากรขาเข้ากลุ่มเนื้อวัวและเนื้อสุกร ตั้งแต่ก่อนลงนามข้อตกลง TPP เมื่อ 5 ตุลาคม 2558

เรากลัวกันมาก กลัวว่าเนื้อสุกรอเมริกันจะทะลักเข้าไทย ทำให้ปศุสัตว์ไทยจะต้องประสบปัญหาเพราะเลี้ยงสู้เขาไม่ได้ แต่ก็ดูเอาเถอะขณะนี้สหรัฐอเมริกาก็มีปัญหาโรคติดต่อในสุกรที่ไม่แตกต่างจากไทยเมื่อก่อน ทุกวันนี้ไม่ต้องพูดถึงอเมริกันจะส่งออก เอาแค่เลี้ยงให้พอเพียงกับการบริโภคภายในประเทศก็ “ยังไม่สามารถ” สหรัฐมีปัญหาลูกสุกรตายยกเล้า ก็ต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทยไปเผยแพร่ความรู้การเลี้ยงดูลูกสุกรอย่างไรไม่ให้เกิดโรค (อย่านึกว่าเขาจะเก่งกว่าไทยไปเสียทุกเรื่อง) ผมว่าเรากลัวเขามากเกินไป ความจริงแล้วทิศทางของโลกจำเป็นต้องเดินตามนั้น คือ การเกาะกลุ่มกันเพื่อเป็นพันธมิตรทางการค้า มีบางอย่างเราก็ต้องได้รับผลกระทบบ้าง บางอย่างเราก็ได้ประโยชน์ และหากเห็นว่าส่วนใหญ่ไทยได้รับประโยชน์เราก็ต้องเลือกเอาทางนั้น ส่วนที่เหลือก็ปรับปรุงแก้ไขกันไป หรือไม่เลยร้ายที่สุด ก็ปล่อยให้ “ธรรมชาติลงทัณฑ์” ก็แล้วกัน หากเราไม่มีความสามารถพอที่จะปรับตนเองในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพยอดเยี่ยม และต้นทุนที่ถูกกว่าได้

ขณะนี้เราเห็นราคาเนื้อสุกรในตลาดแล้วบอกว่า “แพงมาก” แต่คอยดูเถอะอีก 8-9 เดือนข้างหน้าอาจจะแพงยิ่งกว่านี้ เพราะแม่พันธุ์หมูส่วนหนึ่งอาจจะตายไป (ตายเพราะโรคแทบจะไม่เกิด แต่จะตายเพราะถูกนำไปเชือดมากกว่า เพราะเท้าหมูเปื่อย หรือพิการเดินไม่ได้ลุกไม่ได้) ทำให้ลูกสุกรไม่มี ที่สำคัญหากแม่หมูติดโรคก่อนออกลูก เมื่อลูกเกิดมาจะมีอัตราการตาย 100 % เพราะลูกหมูจะหัวใจวายตาย และหมูรุ่นหนุ่มๆ สาวๆ ก่อนเชือดตามวาระปรกติประมาณ 2 เดือนอย่างนี้ จะติดเชื้อไวมากและเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี ทำให้การติดเชื้อจะรุนแรงมากและจะป่วยกันทั้งคอกเลยก็ว่าได้ สุดท้ายก็ถูกส่งเข้าโรงเชือดทั้งที่น้ำหนักยังไม่ถึง ซึ่งการดูแลก็ต้องใช้ยาปฏิชีวนะรักษาอาการไข้ ป้องกันโรคแทรกซ้อน ต้องฉีดยาลดไข้ ใช้ยากระตุ้นการกินอาหาร ใช้ยาป้องกันโรคติดต่อซึ่งล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นหากจะขุนสุกรต่อไป จึงต้องตัดใจให้ “จับหมู”ยกเล้า

ขณะเดียวกันจีนก็ยังต้องการบริโภคสุกรจากไทยมากอยู่ และด้วยเหตุนี้กระมังที่ค่ายใหญ่บอกว่า “ไก่-กุ้ง-หมู”ยอดโตยกแผง มั่นใจปีนี้ยอดขายโต 10-15 % ขยายตัวมากกว่าการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศเสียอีก
ไก่เราโตส่วนหนึ่งมากจากเกิดการระบาดไข้หวัดนกในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ทำให้มีคำสั่งห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์ ส่วนโรคตายด่วนในกุ้งจุบแล้วในไทยเนื่องจากไทยพัฒนาสายพันธุ์กุ้งดีขึ้น มีการใช้ระบบบำบัดน้ำดีขึ้น และการดูแลอย่างดี (เดี๋ยวก็มีประเทศอื่นเชิญไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผมว่า) ทำให้ธุรกิจการเลี้ยงกุ้งไทยฟื้นคืนชีพขึ้นมา เหลือแต่วงการผู้เลี้ยงสุกรนี่หล่ะครับ ที่มีโอกาสเผชิญโรคติดต่อในสัตว์ได้ในทุกเวลาทุกโอกาส

วงการปศุสัตว์ในไทยโดยเฉพาะการเลี้ยงสุกรผมว่าเราต้อง “ยกเครื่องกันอีกครั้ง” หลังจากเราเคยประสบความสำเร็จเรื่อง “มาตรฐานฟาร์มสุกร” มาแล้ว คราวนี้ต้องยกเครื่องโรงงานผลิตวัคซีนสุกรเสียใหม่ ความจริงแล้วเรื่องนี้เคยพยายามจะทำมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่สำเร็จ เพราะนักการเมืองคอบงำมาตลอด เราต้องอาศัยจังหวะและโอกาสที่รัฐบาลหลังปฏิวัตินี่หล่ะครับ ตัดสินใจดำเนินการ ก็ดูสิครับสมัยก่อนเคยเสนอโครงการทำโรงงานวัคซีนมูลค่าพันกว่าล้านบาท แต่ก็ไม่ได้ทำ พอคิดจะทำก็ขยับมาเป็นสองพันล้าน เดี๋ยวนี้ถ้าจะทำผมว่าแค่ 3,000 ล้านก็ไม่น่าจะพอ ต้องใช้งบไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาทแน่นอน

ปัจจุบันเรามีโรงงานวัคซีนเก่าเล็กๆ ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการโดย สำนักเทคโนโลยีชีวพันธุ์สัตว์ สังกัดกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันผลิตชีวพันธุ์สัตว์หรือ “วัคซีน” อยู่ไม่กี่รายการ ได้แก่ วัคซีนสำหรับโค กระบือ แพะ แกะ 5 รายการ วัคซีนสำหรับสัตว์ปีก 6 รายการ วัคซีนสำหรับสุกร 2 รายการ

เรามีบุคคลกรที่มีประสบการณ์มากมาย เรามีความรู้ความสามารถ ส่งคนไปดูโรงงานวัคซีนทั่วโลกมาแล้ว แต่จะให้ได้ผลงานที่ยี่งใหญ่ออกมา หรือจะทำให้ไทยเป็นผู้นำในการผลิตชีวภัณฑ์สัตว์ในภูมิภาคอาเซียนดูจะเป็นเรื่องยาก หากไม่มีการปฏิวัติแนวคิดทั้งระบบใหม่ และภายใต้การหนุนนำของรัฐบาลอย่างจริงจัง และต้องเริ่มต้นลงมือทำตั้งแต่วันนี้เลย

รัฐบาลต้องมุ่งมั่นที่จะจัดการเรื่องนี้จัดเตรียมงบประมาณในการก่อสร้างโรงวัคซีนใหม่ วางแผนดำเนินการทั้งระบบ ต้องตั้งเครือข่ายเชื่อมโยงกับภูมิภาค ต้องตั้งสาขากระจายไปตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยสำนักงานที่ปากช่องเป็นศูนย์กลาง เบื้องต้นมีเครือข่ายที่เชียงใหม่ อุดร อุบลราชธานี ราชบุรี ชลบุรี นครศรีธรรมราช ต้องครบเครื่องด้านการวิจัยและพัฒนา การจำหน่ายวัคซีนผ่านระบบออนไลน์ การขนส่งวัคซีนถึงฟาร์มสุกรหรือส่งถึงมือกสิกร ต้องมีเฮลิคอปเตอร์รับมือกับเหตุฉุกเฉินเพื่อความสะดวกในการเข้าถึงโรคได้เร็ว แก้ปัญหาได้ไวขึ้น เพราะหากเชื้อตายก็ทำวัคซีนไม่ได้ หรือแม้การจัดส่งวัคซีนไปถึงมือฟาร์มหรือกสิกร ก็ต้องใช้ระบบห้องเย็นรักษาอุณหภูมิได้ถูกต้อง การใช้เฮลิคอปเตอร์ก็ไม่ต่างกับที่เอาเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินเพื่อดับไฟป่า

ต้องจัดการระบบประสานงานใหม่ ไม่ต้องเก็บวัคซีนฝากไว้กับหน่วยงานปศุสัตว์อย่างที่เป็นอยู่ด้วยอาศัยตู้เย็นหลังเล็กๆ ขณะที่ฟาร์มหมูแต่ละฟาร์มต้องใช้วัคซีนคราวละแสนโดส หน่วยงานแห่งนี้ต้องการเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในการจัดซื้อสารเคมี หรือเคมีภัณฑ์ในการพัฒนาวัคซีนใหม่ๆ เพราะคงทราบแล้วว่าเป็นโรคประเภทเดียวกันแต่ชนิดของเชื้อจะต่างกัน อย่างทุกวันนี้เรามีวัคซีน “ไทพ์ โอ – ชุมพร” ก็พอที่จะรับมือได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันได้ 100 % เพราะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคปากเท้าเปื่อยและพื้นที่เกิดเหตุเป็นสำคัญ ขึ้นอยู่กับว่าสุกรติดเชื้อประเภทใดและชนิดใด สถานที่ใด ส่วนการให้วัคซีน “ไทพ์ โอ-ชุมพร” นั่น จะให้ช่วงแม่หมูเลี้ยงเลี้ยงลูกด้วยตนเอง คือ ให้สัปดาห์ที่ 2 และพอถึงช่วงสัปดาห์ที่ 4 แม่หมูจะหย่านมจะเป็นช่วงที่แม่หมูติดเชื้อชนิดนี้มาก

โรคปากเท้าเปื่อยปัจจุบันคงไม่มีประเทศไหนเก่งและมีประสบการณ์เท่ากับไทย และไม่ต้องกลัวบริษัทใหญ่ในระดับโลก เพราะไม่มีใครจะมาแข่งกับเราได้ในเมื่อเราขายเพียง 10-15 บาท/โดสเท่านั้น ยี่งวัคซีนอหิวาห์ยิ่งไม่ต้องกลัวเพราะบริษัทใหญ่เลิกผลิตกันแล้ว เนื่องจากขายแล้วไม่คุ้มการลงทุน หันไปผลิตวัคซีนตัวใหม่ๆ และราคาแพงๆ อย่างโรคเพิร์สดีกว่า

การทำโรงงานวัคซีนแห่งใหม่ก็ต้องเอาบทเรียนโรงวัคซีนขององค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุขที่ให้ตั้งโรงงานผลิตวัคซีนที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรีมาเป็นบทเรียน เพราะยุ่งเหยิงกันมาตลอดนับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้สร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนกมากตั้งแต่ปี 2550 จนกรายเป็นอีกมหากาพย์อีกบทหนึ่งของสังคมไทยไปเลยทีเดียว

สำนักเทคโนโลยีชีวพันธุ์สัตว์จะไปไม่บรรลุเป้าหมาย “เป็นผู้นำในการผลิตชีวภัณฑ์สัตว์ในภูมิภาคอาเซียน” และจะไม่บรรลุเป้าหมายของกระทรวงเกษตรและสหรกรณ์ ที่ว่า "เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความมั่นคงด้านอาหาร เป็นฐานสร้างรายได้ให้แผ่นดิน" หากไม่มีพันธะกิจในการสร้างโรงงานวัคซีนแห่งใหม่ให้กับสำนักเทคโนโลยีชีวพันธุ์สัตว์ อย่างที่ว่า

เรื่องนี้ผมอยากฟังเสียงผู้นำประเทศถามคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ชัดๆ ครับ ว่า “ทำไม่ไม่รู้จักทำกัน ในเมื่อ ยาสัตว์ วัคซีนสัตว์ ก็สำคัญไม่แพ้มนุษย์ที่ยกให้เป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่สำคัญ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค” ครับ

Photo : Pixabay