
ไทยฝืนข้อแนะนำยูเอ็นด้านสมดุล
องค์การสหประชาชาติ ได้ออกรายงาน "The World Economic Situation and Prospects" ฉบับล่าสุด และได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ขยายตัวเพียง 2.4% ลดลงจากครั้งก่อน 0.5% ตามที่ได้รายงานเมื่อเดือนธันวาคม 2558 เศรษฐกิจโลกลดต่ำลงเนื่องจากอุปสงค์ประเทศพัฒนาแล้วยังอ่อนแอ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ได้แก่ ประเทศในแอฟริกา ลาตินอเมริกาและแคริบเบียนเศรษฐกิจขยายตัวต่ำลงไปด้วย
อีกทั้งประเทศเหล่านี้ประสบปัญหาเรื่องภาวะไร้ดุลยภาพของการดูแลงบประมาณ และดุลบัญชีเดินสะพัด และนโยบายการคุมเข้มด้านการเงินทำให้เป็นผลกระทบทางลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้ประเทศต่าง ๆ ควรมีนโยบายที่สมดุลมากขึ้น เพื่อฟื้นฟูการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และเพื่อสร้างภาวะให้เหมาะสมต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
การคาดการณ์เช่นนี้ดูแล้วไม่เหนือความคาดหมายทั่วไป เพราะสิ่งที่ประสบอยู่ตลอดระยะเวลา 3 เดือนแรกของปีนี้มองเห็นภาพที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจย่ำแย่กันทั่วโลก แม้จะเติบโตอยู่แต่เติบโตในอัตราค่อนข้างต่ำ ซึ่งหลายปีติดต่อกันมาแล้วที่ประเทศชั้นนำด้านเศรษฐกิจไม่ว่าสหรัฐอเมริกา กลุ่มสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศญี่ปุ่นต้องฟันฝ่าเศรษฐกิจชะลอตัวลง และคาดหวังจะพึ่งพิงตลาดเอเชียไม่ว่าจีนและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่การพึ่งพิงต้องลดลงโดย หัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกตัวใหม่ คือ จีนไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ เมื่อเศรษฐกิจจีนถดถอยลงจากการเติบโตปีละเลข 2 หลักเหลือหลักเดียว และลงต่ำสุดเมื่อปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ส่งผลให้เศรษฐกิจในอาเซียนที่เชื่อมโยงกับจีนก็ต้องชะลอตัวลงตามไปด้วย อีกทั้งเมื่อความต้องการบริโภคสินค้าทั่วไปลดลง ส่งผลให้ธุรกิจต้นน้ำ โดยเฉพาะธุรกิจสินแร่ ธุรกิจผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ก็ต้องมีปัญหาติดตามไปด้วย ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกมีปัญหาไม่ต่างกับประเทศในแอฟริกา และลาตินอเมริกา สินค้าโภคภัณฑ์ส่งออกได้น้อยลง เกิดความไม่สมดุลด้านรายรับกับรายจ่ายของประเทศ
การที่รายงานฉบับนี้มีข้อเสนอแนะให้มีการปรับตัวให้สมดุล ก็เป็นเรื่องมาตรฐานของนักเศรษฐศาสตร์ ที่ยึดหัวใจสำคัญของเศรษฐศาสตร์ก็คือ "ความสมดุล" หากไม่มีความสมดุลแล้วจะก่อให้เกิดปัญหาติดตามมา และธรรมดาไม่มีอะไรที่สมดุลยาวนาน เพราะจะเหลื่อมกันเสมอหลังจากสมดุลแล้ว ภาครัฐที่เข้าใจในระบบจะเข้าใจเรื่องสมดุลเป็นอย่างดี
ประเทศไทยก็มีกรณีตัวอย่างเรื่องความไม่สมดุลว่าด้วยการใช้จ่ายเงินภาครัฐให้แก่คนชรา เรามีนโยบายจ่ายเงินให้คนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์รับเงินผู้สูงอายุหัวละ 600 บาท ใช้จ่ายเพื่อการนี้ปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท/ปี โดยใช้อายุคนเป็นเกณฑ์และไม่ได้คำนึงถึงฐานะแท้จริงของบุคคลสูงอายุผู้นั้น สิ่งนี้ทำให้เป็นภาระแก่รัฐบาลไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคนไทยก็จะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเหมือนประเทศญี่ปุ่นแล้ว ทำให้รัฐเป็นกังวลใจและกำลังจะปรับปรุงเงื่อนไขใหม่โดยจะยกเลิกจ่ายเบี้ยยั้งชีพให้แก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ตั้งแต่ 9,000 บาท/เดือน หรือมีสินทรัพย์เกิน 3ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งรายละเอียดต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่
รัฐบาลจะต้องคำนึงถึงหลักงบประมาณสมดุล คือ รายจ่ายเท่ากับรายรับ แต่ขณะนี้ก็ยังดำเนินนโยบายเกินดุลอยู่ โดยกู้เงินมาลงทุนโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมทั้งทางบก ทางอากาศ และระบบราง ซึ่งดูเหมือนจะขัดกับหลักการหรือทิศทางที่องค์การสหประชาชาติชี้ แต่ด้วยเหตุผลและความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ กระตุ้นการลงทุนในภาวะที่เงินทะลักเข้าประเทศเยอะ อัตราดอกเบี้ยต่ำ รัฐบาลไทยจึงฉวยโอกาสนี้ตัดสินใจดำเนินโครงการต่างๆ เยอะมากเป็นประวัติการ ซึ่งสำหรับผมแล้วมองว่าเป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผลและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้จริง แม้ทิศทางที่รัฐบาลไทยได้ดำเนินการจะขัดต่อคำแนะนำของยูเอ็นก็ตาม เป็นเรื่องที่เรารับฟังได้แต่ยังคงปฏิบัติตามทิศทางนี้เพราะรัฐบาลมุ่งระดมเงินกู้จากภายในประเทศเป็นสำคัญไม่ได้เน้นสร้างหนี้ต่างประเทศแต่อย่างใด
ภาพหน้าปกไม่เกี่ยวข้อกับเนื้อหา
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,158 วันที่ 19 - 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
อีกทั้งประเทศเหล่านี้ประสบปัญหาเรื่องภาวะไร้ดุลยภาพของการดูแลงบประมาณ และดุลบัญชีเดินสะพัด และนโยบายการคุมเข้มด้านการเงินทำให้เป็นผลกระทบทางลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้ประเทศต่าง ๆ ควรมีนโยบายที่สมดุลมากขึ้น เพื่อฟื้นฟูการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และเพื่อสร้างภาวะให้เหมาะสมต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
การคาดการณ์เช่นนี้ดูแล้วไม่เหนือความคาดหมายทั่วไป เพราะสิ่งที่ประสบอยู่ตลอดระยะเวลา 3 เดือนแรกของปีนี้มองเห็นภาพที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจย่ำแย่กันทั่วโลก แม้จะเติบโตอยู่แต่เติบโตในอัตราค่อนข้างต่ำ ซึ่งหลายปีติดต่อกันมาแล้วที่ประเทศชั้นนำด้านเศรษฐกิจไม่ว่าสหรัฐอเมริกา กลุ่มสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศญี่ปุ่นต้องฟันฝ่าเศรษฐกิจชะลอตัวลง และคาดหวังจะพึ่งพิงตลาดเอเชียไม่ว่าจีนและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่การพึ่งพิงต้องลดลงโดย หัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกตัวใหม่ คือ จีนไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ เมื่อเศรษฐกิจจีนถดถอยลงจากการเติบโตปีละเลข 2 หลักเหลือหลักเดียว และลงต่ำสุดเมื่อปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ส่งผลให้เศรษฐกิจในอาเซียนที่เชื่อมโยงกับจีนก็ต้องชะลอตัวลงตามไปด้วย อีกทั้งเมื่อความต้องการบริโภคสินค้าทั่วไปลดลง ส่งผลให้ธุรกิจต้นน้ำ โดยเฉพาะธุรกิจสินแร่ ธุรกิจผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ก็ต้องมีปัญหาติดตามไปด้วย ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกมีปัญหาไม่ต่างกับประเทศในแอฟริกา และลาตินอเมริกา สินค้าโภคภัณฑ์ส่งออกได้น้อยลง เกิดความไม่สมดุลด้านรายรับกับรายจ่ายของประเทศ
การที่รายงานฉบับนี้มีข้อเสนอแนะให้มีการปรับตัวให้สมดุล ก็เป็นเรื่องมาตรฐานของนักเศรษฐศาสตร์ ที่ยึดหัวใจสำคัญของเศรษฐศาสตร์ก็คือ "ความสมดุล" หากไม่มีความสมดุลแล้วจะก่อให้เกิดปัญหาติดตามมา และธรรมดาไม่มีอะไรที่สมดุลยาวนาน เพราะจะเหลื่อมกันเสมอหลังจากสมดุลแล้ว ภาครัฐที่เข้าใจในระบบจะเข้าใจเรื่องสมดุลเป็นอย่างดี
ประเทศไทยก็มีกรณีตัวอย่างเรื่องความไม่สมดุลว่าด้วยการใช้จ่ายเงินภาครัฐให้แก่คนชรา เรามีนโยบายจ่ายเงินให้คนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์รับเงินผู้สูงอายุหัวละ 600 บาท ใช้จ่ายเพื่อการนี้ปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท/ปี โดยใช้อายุคนเป็นเกณฑ์และไม่ได้คำนึงถึงฐานะแท้จริงของบุคคลสูงอายุผู้นั้น สิ่งนี้ทำให้เป็นภาระแก่รัฐบาลไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคนไทยก็จะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเหมือนประเทศญี่ปุ่นแล้ว ทำให้รัฐเป็นกังวลใจและกำลังจะปรับปรุงเงื่อนไขใหม่โดยจะยกเลิกจ่ายเบี้ยยั้งชีพให้แก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ตั้งแต่ 9,000 บาท/เดือน หรือมีสินทรัพย์เกิน 3ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งรายละเอียดต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่
รัฐบาลจะต้องคำนึงถึงหลักงบประมาณสมดุล คือ รายจ่ายเท่ากับรายรับ แต่ขณะนี้ก็ยังดำเนินนโยบายเกินดุลอยู่ โดยกู้เงินมาลงทุนโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมทั้งทางบก ทางอากาศ และระบบราง ซึ่งดูเหมือนจะขัดกับหลักการหรือทิศทางที่องค์การสหประชาชาติชี้ แต่ด้วยเหตุผลและความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ กระตุ้นการลงทุนในภาวะที่เงินทะลักเข้าประเทศเยอะ อัตราดอกเบี้ยต่ำ รัฐบาลไทยจึงฉวยโอกาสนี้ตัดสินใจดำเนินโครงการต่างๆ เยอะมากเป็นประวัติการ ซึ่งสำหรับผมแล้วมองว่าเป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผลและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้จริง แม้ทิศทางที่รัฐบาลไทยได้ดำเนินการจะขัดต่อคำแนะนำของยูเอ็นก็ตาม เป็นเรื่องที่เรารับฟังได้แต่ยังคงปฏิบัติตามทิศทางนี้เพราะรัฐบาลมุ่งระดมเงินกู้จากภายในประเทศเป็นสำคัญไม่ได้เน้นสร้างหนี้ต่างประเทศแต่อย่างใด
ภาพหน้าปกไม่เกี่ยวข้อกับเนื้อหา
Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,158 วันที่ 19 - 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






