
เศรษฐกิจอเมริกายังแย่
กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา รายงานเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐฯ ในไตรมาสแรกของปี 2559 เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อคิดเป็นอัตราการเติบโตตลอดทั้งปี นับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2557 โดยการเติบโตอ่อนแอลงในเกือบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ยกเว้นภาคอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ความพยายามของภาคธุรกิจในการลดจำนวนสินค้าคงคลังส่งผลกระทบต่อการเติบโตในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ราคาน้ำมันตกต่ำกดดันกำไรของบริษัทน้ำมัน และทำให้การใช้จ่ายของภาคธุรกิจลดลงในอัตราที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 หลังสิ้นสุดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่นักวิเคราะห์จากนารอฟฟ์ อีโคโนมิกส์ แอดไวเซอร์ส ให้ความเห็นว่า อัตราการเติบโตในระดับต่ำในไตรมาสแรกไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังทรุดลงอีกครั้ง ทั้งนี้เพราะปัจจัยชะลอการเติบโตบางส่วนกำลังหายไป และเศรษฐกิจน่าจะเติบโตได้รวดเร็วขึ้นในช่วงต่อจากนี้
ทั้งนี้สถานการณ์ของอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดจนราคาน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และปัญหาสินค้าส่วนเกินในสต๊อกคลี่คลายลงไปแล้ว อีกทั้งตลาดแรงงานยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนการจ้างงานเฉลี่ย 209,000 ตำแหน่งต่อเดือนในช่วง 3 เดือนแรกของปี
อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างตลาดแรงงานและการเติบโตของจีดีพีแสดงให้เห็นว่า ผลิตภาพยังคงอ่อนแอธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวยอมรับว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงต้นปีชะลอตัวลง แต่ขณะเดียวกันตลาดแรงงานมีพัฒนาการที่ดีขึ้น และปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจและตลาดการเงินภายนอกประเทศเริ่มมีลดน้อยลงในสายตาของเฟด ทั้งนี้ เฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิมในการประชุมเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ก่อนหน้า พร้อมกับส่งสัญญาณว่ายังไม่รีบร้อนในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หลังจากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยจากระดับใกล้เคียง 0% ที่คงไว้ตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อนการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตได้ 1.9% ในช่วงไตรมาสแรก เป็นการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบ 1 ปี และลดลงจากไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนที่เติบโตได้ 2.4% ส่วนรายได้สำหรับใช้จ่ายของภาคครัวเรือนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.9% ในไตรมาสแรก หลังจากเพิ่มขึ้น 2.3% ในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน ขณะที่เงินออมเพิ่มขึ้นจาก 6.783 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 7.123 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เมื่อมีรายงานออกมาเช่นนี้ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่า เดือนมิถุนายนปีนี้เฟดจะปรับดอกเบี้ยขึ้นไปตามที่หลายคนเคยวิเคราะห์กันไว้หรือไม่ เพราะข้อมูลสะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาออกมาอย่างชัดเจนเป็นเช่นนี้ ซึ่งท่าทีเฟดที่แสดงออกมาก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะห่วงใยหากปรับขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังของนโยบายที่ออกมานั้นอาจเป็นเพราะเนื้อในของเศรษฐกิจสหรัฐฯยังไม่ฟื้นตัวดีพอ ผมกลับเห็นว่าสหรัฐฯคงจะพอใจในเสถียรภาพดอลลาร์สหรัฐฯเท่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ คือ ค่อนข้างอ่อน ดีกว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้วให้ดอลลาร์สหรัฐฯปรับค่าแข็งขึ้น อันจะส่งผลลบต่อการส่งออกสินค้าของสหรัฐอเมริกาเอง และหากดอลลาร์สหรัฐฯปรับตัวขึ้นไปในระยะข้างหน้า นั่นอาจเป็นเพราะราคาน้ำมันโลกทยอยปรับตัวขึ้นไป ส่งผลให้ธุรกิจน้ำมันในสหรัฐฯอาจระดมเงินทุนเพื่อฟื้นฟูการผลิตน้ำมันรอบใหม่อีกครั้ง
การที่เฟดเดินตามหลักการเดิม คือ ไม่ปรับดอกเบี้ย และเฝ้าดูข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ดูเหมือนว่ารูปการณ์แบบนี้สหรัฐฯจะไม่เสียอะไร ขณะเดียวกันจะเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ปรับตัวได้ง่ายขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงว่าธนาคารกลางหลายประเทศต้องมีมาตรการใหม่ๆ ออกมาแน่นอน เพื่อเลี่ยงปัญหาที่เผชิญอยู่ในเวลานี้ คือ ปริมาณเงินไหลเข้ามาก แต่ไม่ก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,156 วันที่ 12 - 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
ทั้งนี้ความพยายามของภาคธุรกิจในการลดจำนวนสินค้าคงคลังส่งผลกระทบต่อการเติบโตในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ราคาน้ำมันตกต่ำกดดันกำไรของบริษัทน้ำมัน และทำให้การใช้จ่ายของภาคธุรกิจลดลงในอัตราที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 หลังสิ้นสุดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่นักวิเคราะห์จากนารอฟฟ์ อีโคโนมิกส์ แอดไวเซอร์ส ให้ความเห็นว่า อัตราการเติบโตในระดับต่ำในไตรมาสแรกไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังทรุดลงอีกครั้ง ทั้งนี้เพราะปัจจัยชะลอการเติบโตบางส่วนกำลังหายไป และเศรษฐกิจน่าจะเติบโตได้รวดเร็วขึ้นในช่วงต่อจากนี้
ทั้งนี้สถานการณ์ของอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดจนราคาน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และปัญหาสินค้าส่วนเกินในสต๊อกคลี่คลายลงไปแล้ว อีกทั้งตลาดแรงงานยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนการจ้างงานเฉลี่ย 209,000 ตำแหน่งต่อเดือนในช่วง 3 เดือนแรกของปี
อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างตลาดแรงงานและการเติบโตของจีดีพีแสดงให้เห็นว่า ผลิตภาพยังคงอ่อนแอธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวยอมรับว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงต้นปีชะลอตัวลง แต่ขณะเดียวกันตลาดแรงงานมีพัฒนาการที่ดีขึ้น และปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจและตลาดการเงินภายนอกประเทศเริ่มมีลดน้อยลงในสายตาของเฟด ทั้งนี้ เฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิมในการประชุมเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ก่อนหน้า พร้อมกับส่งสัญญาณว่ายังไม่รีบร้อนในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หลังจากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยจากระดับใกล้เคียง 0% ที่คงไว้ตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อนการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตได้ 1.9% ในช่วงไตรมาสแรก เป็นการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบ 1 ปี และลดลงจากไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนที่เติบโตได้ 2.4% ส่วนรายได้สำหรับใช้จ่ายของภาคครัวเรือนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.9% ในไตรมาสแรก หลังจากเพิ่มขึ้น 2.3% ในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน ขณะที่เงินออมเพิ่มขึ้นจาก 6.783 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 7.123 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เมื่อมีรายงานออกมาเช่นนี้ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่า เดือนมิถุนายนปีนี้เฟดจะปรับดอกเบี้ยขึ้นไปตามที่หลายคนเคยวิเคราะห์กันไว้หรือไม่ เพราะข้อมูลสะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาออกมาอย่างชัดเจนเป็นเช่นนี้ ซึ่งท่าทีเฟดที่แสดงออกมาก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะห่วงใยหากปรับขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังของนโยบายที่ออกมานั้นอาจเป็นเพราะเนื้อในของเศรษฐกิจสหรัฐฯยังไม่ฟื้นตัวดีพอ ผมกลับเห็นว่าสหรัฐฯคงจะพอใจในเสถียรภาพดอลลาร์สหรัฐฯเท่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ คือ ค่อนข้างอ่อน ดีกว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้วให้ดอลลาร์สหรัฐฯปรับค่าแข็งขึ้น อันจะส่งผลลบต่อการส่งออกสินค้าของสหรัฐอเมริกาเอง และหากดอลลาร์สหรัฐฯปรับตัวขึ้นไปในระยะข้างหน้า นั่นอาจเป็นเพราะราคาน้ำมันโลกทยอยปรับตัวขึ้นไป ส่งผลให้ธุรกิจน้ำมันในสหรัฐฯอาจระดมเงินทุนเพื่อฟื้นฟูการผลิตน้ำมันรอบใหม่อีกครั้ง
การที่เฟดเดินตามหลักการเดิม คือ ไม่ปรับดอกเบี้ย และเฝ้าดูข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ดูเหมือนว่ารูปการณ์แบบนี้สหรัฐฯจะไม่เสียอะไร ขณะเดียวกันจะเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ปรับตัวได้ง่ายขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงว่าธนาคารกลางหลายประเทศต้องมีมาตรการใหม่ๆ ออกมาแน่นอน เพื่อเลี่ยงปัญหาที่เผชิญอยู่ในเวลานี้ คือ ปริมาณเงินไหลเข้ามาก แต่ไม่ก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,156 วันที่ 12 - 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






