
แก้ปัญหา “ราคาลำไยตกต่ำ” อย่างถาวร ต้องทำอย่างไร ?
ราคาลำไยปี 2564 “ตํ่าสุดในรอบ 10 ปี” เกิดอะไรขึ้นกับราคาลำไยไทย แล้วปี 2565 ราคาจะตกตํ่าเหมือนปี 2564 หรือไม่ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย เขียนบทวิเคราะห์ ถึงปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะทางออกเพื่อแก้ปัญหาอย่างถาวร
ราคาลำไยปี 2564 “ตํ่าสุดในรอบ 10 ปี” เกิดอะไรขึ้นกับราคาลำไยไทย แล้วปี 2565 ราคาจะตกตํ่าเหมือนปี 2564 หรือไม่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) คาดการณ์ว่าในปี 2564 ผลผลิตลำไยจะเพิ่มเป็น 1.4 ล้านตันจาก 1.2 ล้านตันในปี 2563 นั้นหมายความว่า ปี 2564 ผลผลิตลำไยมีเพิ่มขึ้นอีก 2 แสนตัน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20%
ปัจจุบันมีครัวเรือนเกษตรกรปลูกลำไยทั้งประเทศ 2.5 แสนครัวเรือน (จำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี) โครงสร้างพื้นที่ผลผลิตลำไยไทย มี 2 พื้นที่ที่ปลูกมากคือ “ภาคเหนือสัดส่วน 69%” ของผลผลิตทั้งประเทศประกอบด้วย 8 จังหวัดคือ เชียงใหม่ (29%) ลำพูน(25%) เชียงราย (8%) พะเยา (3%) ลำปาง (0.5%) ตาก (1.5%) แพร่ (0.2%) และน่าน (1.9%) อีก 25% เป็นผลผลิตของจังหวัดภาคตะวันออก จังหวัดหลักคือ จันทบุรี (20%) และสระแก้ว (5%)
ในช่วงเดือน ส.ค ถึง ก.ย. ของทุกปีถือเป็น 2 เดือนสำคัญของผลผลิตลำไยในฤดูของภาคเหนือที่ออกสู่ตลาด ปี 2564 ผลผลิตภาคเหนือจะเพิ่มขึ้นอีก 1.6 แสนตัน (จากปีที่แล้วที่ผลิต 8 แสนตัน เพิ่มเป็น 9.7 แสนตัน) เพิ่มขึ้น 21% ทำให้สถานการณ์ลำไยปีนี้คือ “ผลผลิตมาก ความต้องการหด” ส่งผลต่อราคาในปัจจุบันปรับตัวลดลง ราคาเฉลี่ยลำไยจังหวัดลำพูน ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2564 (อ้างอิงจากสวนลำไยของคุณนิโรจน์ แสนไชย เกษตรกรบ้านหมู่ที่ 1 ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน) เฉลี่ยอยู่ ที่ 10 บาทต่อกก. ราคาลำไยร่วง ณวันที่ 16 ส.ค. 2564 เกรด AA ราคา 13 บาท/กก. เกรด A ราคา 4 บาท/กก. เกรด B ราคา 1 บาท/กก. เกรด C ไม่มีใครซื้อ (อ้างอิงจากคุณสมศรี สีฝั้น ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกลำไยบ้านสันป่าตองใต้ เชียงใหม่) ซึ่งถือว่า “ตํ่ามากเมื่อเทียบกับราคาปี 2563” อยู่ที่ 20-25 บาทต่อ กก.
เมื่อพิจารณาราคาตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2563 พบว่า ราคาลำไยเฉลี่ยลดลงอย่างต่อเนื่อง (ปี 2559 เกรด AA 38 บาท/กก. ปี 2563 เหลือ 28 บาท/กก.) ซึ่งเกษตรกรจะ “ขาดทุน” เพราะต้นทุนลำไยเฉลี่ย 10-15 บาท/กก. (เฉลี่ย 12 บาท/ กก.) 50% เป็นต้นทุนค่าจ้างคนเก็บ 6 บาท/กก. เหตุผลที่ทำให้ราคาลำไยในปัจุบัน “ราคาตก” เป็นด้วย 4 สาเหตุคือ 1. โควิด กระทบทั้งแรงงานที่เก็บลำไยหายากเพราะกังวลการติดเชื้อโควิด การไม่มีพื้นที่ขายผลผลิตจากมาตรการล็อกดาวน์และการตรวจเข้มจากการขนส่งไปประเทศจีนหากตรวจผลว่าผลไม้ครั้งที่ 1 จะห้ามรถและสินค้าของบริษัทนั้นเข้าประเทศชั่วคราว 10-15 วัน หากตรวจพบครั้งที่ 2 ห้ามรถสินค้าของบริษัทนั้นเข้าประเทศอย่างถาวร
2.ปัญหาคุณภาพลำไยจากเพลี้ยแป้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่จีนห้าม 66 บริษัทไทยส่งลำไยไปจีน (แม้ว่าจะปลดล๊อกไปแล้วก็ตาม) แต่มีผลต่อจิตวิทยาต่อตลาดจีนไปแล้ว เราต้องหันมาให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพเพื่อลดเพลี้ยแป้งอย่างจริงจัง ผ่านการจัดการสวนที่ดี 3.ผลผลิตประเทศคู่แข่งและคู่ค้าออกมามาก ปี 2564 เวียดนาม (เรียกลำไยว่า ลอง ยาน Long Nhãn) ผลิตลำไยเพิ่มขึ้นจาก 5 แสนตันเป็น 6 แสนตัน ส่วน 2 มณฑลใหญ่ของจีน กว่างซี่ ผลผลิตเพิ่ม 40% ขณะที่กว่างโจวเพิ่มขึ้น 50% พื้นที่ปลูกลำไยจีนในฟู่เจี้ยน และไต้หวันก็เพิ่มเช่นกัน ทำให้ “ปี 2021 จีนสามารถผลิตลำไย 4 ล้านตัน”
4.การบริหารจัดการราคาระหว่างเกษตรถึงผู้บริโภค “ผิดพลาด” จากการกำหนดราคาสูงเกินไป ทำให้ผู้บริโภคถอยเพราะไม่มี “กำลังซื้อ” ขณะที่ตลาดลำไยในต่างประเทศปี 2563 ไทยส่งออกลำไยสดไปทั่วโลก 4.7 แสนตัน มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาทไปจีน 3.5 แสนตัน (สัดส่วน 75%) มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท ตามด้วยส่งออกไปตลาดเวียดนาม อินโดนีเซียและฮ่องกง และส่งออกลำไยอบแห้ง 1.5 แสนตัน มูลค่า 7.2 พันล้านบาทไปจีน 1.4 แสนตัน (สัดส่วน 93%) ตามด้วยการส่งออกไปตลาดเวียดนามอินโดนีเซียเหมือนเดิม สำหรับ “เส้นทางของลำไย (ห่วงโซ่การผลิต)” หลังจากลำไยออกจากสวนแล้วไปไหนบ้าง 45% ไปขายเป็นลำไยสด (บริโภคในประเทศ 40% และส่งออก 60%) 50 % ไปเป็นลำไยอบแห้งทั้งเปลือก 5% เป็นลำไยเนื้อสีทอง ที่เหลือเป็นลำไยกระป๋องและแช่แข็ง
ขอเสนอทางออกเพื่อแก้ปัญหาราคาลำไยอย่างถาวร โดยเฉพาะปี 2565 ดังนี้ 1.ทำแผนการตลาดต่างประเทศใหม่ อย่าขายเฉพาะตลาดจีน กระจายไปที่ตลาดอาเซียนอินเดีย ยุโรปและตะวันออกกลาง 2.บริหารจัดการแผนการจำหน่ายผลผลิตใหม่ ได้แก่ ลำไยนอกฤดู จัดโซนนิ่งการผลิต แต่ต้องดูปริมาณการผลิตประเทศคู่แข่งด้วย 3.สร้างแพลต์ฟอร์มถาวร ระหว่างขายลำไยเกษตรกับผู้บริโภคถาวร ไม่ใช่ชั่วคราว และสร้างระบบที่ตรวจสอบ ส่งตรงเวลา การคืนสินค้าอย่างสมบูรณ์เหมือนกับแพลต์ฟอร์มออนไลน์ดัง
4.ลดต้นทุนการจัดการสวนลำไย เมื่อต้นทุนที่เป็นค่าจ้างรายวันไม่สามารถลดได้ เน้นลดต้นทุนการจัดการสวนลำไย ตัดพุ่มเตี้ย จะทำให้ผลผลิตและกำไรเพิ่มขึ้น และบริหารจัดการลดนํ้า เป็นต้น 5.เครื่องทำความสะอาดลำไย เพื่อแก้ปัญหาเพลี้ยแป้งยั้งยืน 6.ภาวะโลกร้อน ทำให้ขนาดของผลลำไยลดลงมากเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว ต้องมีแผนการแก้ปัญหาเร่งด่วน 7.จัดทำ“Provincial Commodity Flow” เพื่อทราบถึงความต้องการและการผลิตของจังหวัด ภูมิภาคและประเทศ 9.ผลักดัน “อุตสาหกรรมต่อเนื่อง” จากลำไยในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางอาหารเสริมและสุขภาพ เพราะสารสกัดในลำไยจากใบ เปลือก ดอก เนื้อและเมล็ดมีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงต่อต้าน “โควิด”
หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3708 วันที่ 26-28 ส.ค. 2564






