
เมื่อมังกรพ่นไฟ ใส่แบรนด์ตะวันตก (จบ)
เมื่อมังกรพ่นไฟ ใส่แบรนด์ตะวันตก (จบ) , คอลัมน์ มังกรกระพือปีก โดย... ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร
แถลงการณ์ไม่เพียงไม่ทำให้สถานการณ์คลี่ คลาย แต่กลับทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก โดยในเช้าวันที่ 25 มีนาคม เน็ตติเซ็นจีนเข้าไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกแถลงการณ์ของ H&M เป็นจำนวนมากกว่า 115,000 คอมเม้นท์
มีคอมเม้นท์แรงๆ ที่ขยายกระแสการต่อต้าน อาทิ การแปลความแถลงการณ์ของ H&M ว่า บริษัทกำลังเตือนลูกค้าจีนว่า อย่าทำอะไรที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ทั้งสองฝ่าย “ผม (บริษัท) ไม่ได้กำลังทำอะไรผิด” แต่อย่างใด
ในเวลาเดียวกัน ไนกี้ก็ไม่ยอมน้อยหน้า #nike ได้กลายเป็นหัวข้อใหญ่สุดในเหว่ยปั๋ว โดยมีผู้เข้าชมถึง 720 ล้านวิว และมีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นถึง 530,000 คอมเม้นท์ แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงลบต่อการแซงชั่นของไนกี้
เน็ตติเซ็นจีนจำนวนมากยังเห็นว่า การประกาศของไนกี้เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจยิ่งกว่า H&M จนอยากจะอาเจียน หลายคนระบุจะไม่ซื้อสินค้าของแบรนด์นี้มาสวมใส่อีกในอนาคต และยังปลุกกระแสเรียกร้องให้แบรนด์นี้ “ออกจากตลาดจีนไป”
ในช่วงปลายเดือนมีนาคม แอ็พของร้าน Huawei, Xiaomi และ Vivo ก็ปลดแอ็พของแบรนด์ตะวันตกเหล่านี้ลงเช่นกัน
นอกจากปฏิกริยาตอบโต้ของแพล็ตฟอร์มออนไลน์ดังกล่าวแล้ว คนเชียร์สินค้าที่ชาวจีนเรียกว่า KOL (Key Opinion Leader) หรือ “YouTuber” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิลปินและดาราจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวันที่มีชื่อเสียง ต่างก็ยกเลิกสัญญากับแบรนด์ตะวันตกดังกล่าวกันเป็นแถว
KOL บางรายยังโพสต์ข้อมูลและความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ในบล็อกของตนเองอีกด้วย คนเหล่านี้มีผู้ติดตามในตลาดจีนนับร้อยล้านราย ซึ่งย่อมทำให้เกิดกระแสต่อต้านแบรนด์ตะวันตกในจีนอย่างเป็นรูปธรรมในทันที
นั่นสะท้อนว่า กระแสต่อต้านลุกลามเข้าสู่ภาคประชาชน ชาวจีนจำนวนมากก็ส่งต่อและแชร์ความคิดเห็นกันทั่วบ้านทั่วเมือง และแสดงปฏิกิริยาชิงลบด้วยการปฏิเสธการเข้าไปซื้อหาสินค้าในร้านออฟไลน์ที่กระจายอยู่ตามห้างสรรพสินค้า จนร้านเหล่านั้นแทบกลายเป็นเสมือนป่าช้าในชั่วกระพริบตา
ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการของหอการค้าของยุโรปในจีนระบุว่า กระแสต่อต้านไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนสูงอายุของจีน แต่ลุกลามไปถึงกลุ่มวัยรุ่น (Millennium) และคนวัยทำงานระยะแรก (Gen Z) ที่มีอายุราว 20-30 ปี เพราะนั่นอาจส่งผลเสียต่อมูลค่าแบรนด์และโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องในตลาดจีนในระยะยาว
ในเช้าวันรุ่งขึ้น ร้านเหล่านี้หลายแห่งไม่เปิดให้บริการ ป้ายชื่อร้านถูกปิดทับเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวมากอย่างซินเจียง อาจเพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน แม้กระทั่งในเมืองใหญ่ด้านซีกตะวันออกของจีนอย่างเซี่ยงไฮ้ ก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง บางร้านเปิดให้บริการทั้งวัน แต่ไม่เปิดบิลเลยก็มี
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผมอดนึกถึงการถอนตัวของ Lotte Mart ห้างสรรพสินค้าชั้นนำของเกาหลีใต้ ที่ยอมปล่อยให้สหรัฐฯ ใช้พื้นที่ในการติดตั้งจรวดพิสัยกลางที่หันไปทางจีน เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความไม่พอใจอย่างมากของรัฐบาลจีน และกระแสการต่อต้านของผู้บริโภคชาวจีน จน Lotte Group ต้องประกาศพับฐานธุรกิจในจีนไปเมื่อราว 3 ปีก่อน
นอกจากนี้ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม กระทรวงต่างประเทศของจีนก็แถลงข่าวเพื่อแสดงท่าทีและจุดยืนในเรื่องนี้เกือบทุกวัน อาทิ หวัง อี้ รมต. ที่เรียกร้องให้สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรคำนึงถึงสถานะของการเป็นคู่ค้าและคู่แข่งที่อยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค รวมทั้งยังเตือนสหรัฐฯ ถึงเส้นบางๆ ที่จีนยอมรับไม่ได้หากชาติตะวันตกก้าวข้าม
ขณะที่ ฮั่ว ซินหยิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน ก็ออกมาประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนของนานาประเทศอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน เสมือนเป็นการตอกย้ำว่า “โลกพึ่งจีนมากกว่าจีนพึ่งโลก”
นอกจากนี้ ในวันเสาร์ที่ 27 มีนาคม หวัง อี้ รมต. ต่างประเทศของจีน ก็บินเข้าไปกระชับความสัมพันธ์กับอิหร่าน และได้ลงนามความตกลงเชิงยุทธศาสตร์กับ จาวาด ซารีฟ รมต. ต่างประเทศของอิหร่าน ซึ่งมีสาระสำคัญว่า จีนวางแผนจะลงทุนในวงเงิน 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในหลากหลายสาขาในอิหร่าน อาทิ การเงินการธนาคาร โทรคมนาคม ท่าเรือ รถไฟ การพยาบาล และไอที ในช่วง 25 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังจะยกระดับความร่วมมือเชิงลึกในด้านการทหาร ซึ่งครอบคลุมถึงการฝึกและซ้อมรบ การวิจัยและการพัฒนาด้านอาวุธ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง
ภายหลังการลงนามความตกลงฯ ดังกล่าว รมต. ต่างประเทศของอิหร่านได้ให้สัมภาษณ์ว่า “จีนเป็นเพื่อนในยามยาก” ของอิหร่าน ซึ่งเป็นเสมือนการส่งสาส์นที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างจีนและอิหร่านตรงไปถึงสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร
นอกจากกระแสการต่อต้านสินค้าของแบรนด์ตะวันตกแล้ว จีนก็เดินหน้าปลุกกระแสความนิยมในแบรนด์จีนด้วยควบคู่กันไป ดังจะเห็นได้ว่า แบรนด์จีนจำนวนมากได้ออกมาจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านไลฟ์สตรีมมิ่ง ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวจีนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
ยกตัวอย่าง เหว่ยหยา (Wei Ya) ก็เอาผลิตภัณฑ์ที่ใช้ฝ้ายซินเจียงเป็นวัตถุดิบออกมาจำหน่าย และเพียงหนึ่งชั่วโมงก็สามารถทำยอดขายได้กว่า 10 ล้านหยวน
หลังจากที่ให้บทเรียนไปหลายยก พอผ่านเข้ามาเดือนเมษายน ดูเหมือนจีนจะสั่งให้ชะลอมาตรการตอบโต้ สื่อจีนทั้งออนไลน์และออฟไลน์ไม่ประโคมข่าวกระแสต่อต้านดังเช่นในช่วงหลัง
นี่คงเป็นเพียงแค่การพักรบเท่านั้น ฉากแรกของสงครามการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างพญาอินทรีย์และมังกรพึ่งเริ่มต้นขึ้น เปิดแผลให้แต่ละฝ่ายได้รู้สึกเจ็บแสบไว้แล้ว เราคงต้องติดตามถึงการเผชิญหน้าของสองมหาอำนาจกันต่อไปอีกยาวๆ ...
เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน
หน้า 6 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,673 วันที่ 25 - 28 เมษายน พ.ศ. 2564
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :






