
เศรษฐกิจเริ่มฟื้น อย่าให้การชุมนุมทุบซ้ำ
เศรษฐกิจเริ่มฟื้น อย่าให้การชุมนุมทุบซ้ำ : บทบรรณาธิการ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3623 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 1-4 พ.ย.63
เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ เมื่อผลสำรวจดัชนีต่างๆ ของหลายสำนัก ชี้ไปในทิศทางเดียวกันในเชิงบวก
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยให้เห็นตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกันยายน 2563 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 3.25% ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 รวมถึงอัตราการใช้กำลังการผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้น 63.07 % เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 60.86 % ส่งผลให้เอ็มพีไอไตรมาสที่ 3 ปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 91.22 สะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นใกล้กับระดับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19
สอดรับกับการส่งออกภาพรวมของประเทศในเดือนกันยายน ติดลบลดลงมอยู่ที่ 3.9% จากเดือนสิงหาคมติดลบ 7.9% กรกฎาคม ติดลบ 11.4% และคาดว่าในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ตัวเลขการติดลบน่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) คาดการณ์ว่าตัวเลขการส่งออกทั้งปีจะติดลบ 9-10% ลดลงมาเหลือติดลบ 8% เท่านั้น
ขณะที่ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ให้เห็นถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนกันยายนอยู่ที่ระดับ 85.2 เพิ่มขึ้นจากระดับ 84.0 ในเดือนสิงหาคม และปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5
การส่งสัญญาณออกมาเช่นนี้ เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจภาพรวมของโลกดีขึ้น หลังจากหลายประเทศมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถกลับมาดำเนินงานได้มากขึ้น รวมทั้งรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบกาเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ออกมาระบุถึงข้อกังวลต่อการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ หากโครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการคนละครึ่ง และช้อป ดีมีคืน อาจจะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก เพราะมีเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจเพียง 1 แสนล้านบาท ขณะที่ประเทศต้องการเงินลงไปในระบบถึง 3 แสนล้านบาท
ดังนั้น รัฐบาลต้องอัดฉีดงบประมาณการลงทุน เพื่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย ไม่ให้เกิดความล่าช้า เพื่อให้เม็ดเงินออกสู่ระบบโดยเร็ว
ที่สำคัญการหาทางออกให้กับประทศ ต่อสถานการณ์การชุมชน หากยืดเยื้อจนถึงสิ้นปีนี้ จะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจทำให้ติดลบมากขึ้นได้ ถือเป็นการทุบซ้ำภาวะเศรษฐกิจที่กำลังจะฟื้น ให้กลับไปฟุบลงอีกได้ เพราะความไม่สงบภายในประเทศ จะมีผลต่อการตัดสินใจการใช้จ่ายของประชาชน ที่จะชะลอออกไป ไม่เป็นผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
สุดท้ายก็หวังว่า รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการเพิ่มเติม การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ เร่งการลงทุน ที่สำคัญเร่งหาทางออกให้การชุมนุมยุติได้โดยเร็ว ก่อนที่เศรษฐกิจของประเทศจะดิ่งเหวมากกว่านี้






