
เร่งฟื้น ‘เศรษฐกิจ’ แม้ไร้‘ขุนคลัง’
คอลัมน์อินไซด์สนามข่าว โดย จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,608 หน้า 10 วันที่ 10 - 12 กันยายน 2563
ในช่วงที่ “นายกฯลุงตู่” กำลังปวดหัวกับการตามหา ติดต่อ ทาบทาม คนที่จะเข้ามานั่งเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” คนต่อไปแทนที่ “ปรีดี ดาวฉาย” ที่ต้องปวดหัวเพราะในสถานการณ์เศรษฐกิจ และการเมืองแบบนี้ ไม่ง่ายเลยที่จะหาคนที่กล้ามานั่งตรงนี้
แต่อีกเรื่องที่ต้องปวดหัวในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ คือการขยับนโยบายในสรรพกำลังจากทุกกระทรวง ทั้งจากงบประมาณปกติ และเม็ดเงิน “พ.ร.ก.เงินกู้” ให้เป็นมรรคเป็นผลที่สุด ไม่เช่นนั้นจะโดนครหาได้ว่าจะกู้มาทำไมถ้าไม่นำเงินออกมาใช้
ดังนั้น นับจากนี้จะเห็นความพยายามของรัฐบาลในการเร่งสปีดเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างต่อเนื่องชุดใหญ่ ภายใต้เงินกู้
ที่เริ่มเห็นไปแล้วคือ ของกระทรวงท่องเที่ยวฯ มีการปรับมาตรการท่องเที่ยว “โครงการเราเที่ยวด้วยกัน” ที่ไม่ปังสักเท่าไรในรอบที่ผ่านมา จึงมีการดึงพลังของข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ให้ออกมาเที่ยวกันให้มากขึ้น เน้นช่วงวันธรรมดา โดยให้สิทธิ์เที่ยว 2 วัน ไม่นับเป็นวันลา รวมทั้งปรับมาตรการจูงใจนักท่องเที่ยวมากขึ้น
รวมทั้งกระทรวงแรงงาน จับมือกระทรวงอื่นๆ แก้ปัญหาใหญ่คือการว่างงาน ก็ทยอยทำคลอดมาตรการช่วยคนว่างงานทุกกลุ่ม ออกมาเป็นระยะ อย่างเช่น กลุ่มผู้จบการศึกษาใหม่ ที่จะมีการจ้างงานกว่า 2.6 แสนอัตรา โดยรัฐบาลจ่ายเงินเดือนให้ 50% ของแต่ละวุฒิการศึกษา
แต่ที่เป็นไฮไลท์ที่ต้องติดตาม คือ “โครงการคนละครึ่ง” ที่จะมีการเปิดเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ใช้เป็นช่องทางลงทะเบียนแจกเงิน 3,000 บาท หรือเรียกว่าเป็น “ชิมช้อปใช้” รอบใหม่ ที่จะดำเนินการตุลาคมนี้
โดยระหว่างนี้มีการจัดทำรายละเอียด และจะมีการนำมาพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. ในเร็ววันนี้
เป็นมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยวงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท จากพ.ร.ก.เงินกู้ โดยรัฐจะให้เงินสนับสนุนการใช้จ่ายคนละไม่เกิน 3,000 บาท เพื่อเอาไปใช้จ่ายซื้อของในร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ที่เป็นรายย่อย
กลุ่มเป้าหมายร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการจะมุ่งเน้นไปที่ร้านค้ารายย่อยทั่วไป ครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบการหาบเร่ แผงลอย ประมาณ 80,000 ร้านค้า ครอบคลุมอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้า ยกเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ มีระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน ตั้งแต่เดือนต.ค.-ธ.ค.63
ส่วนสิทธิประโยชน์ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ ต้องจ่ายเงิน ผ่านแอพพลิเคชั่น เป๋าตัง ของธนาคารกรุงไทย โดยรัฐบาลจะช่วยค่าใช้จ่าย 50% ของเงินที่ใช้ซื้อสินค้า เบื้องต้นจำกัดไว้ว่า จะให้ใช้จ่ายได้ไม่เกินวันละ 100-250 บาท ภายใต้วงเงินที่ได้รับคนละไม่เกิน 3,000 บาท
ซึ่งคาดว่าจะมีเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ 9 หมื่นล้านบาท กระตุ้นจีดีพีได้ 0.25%
ขณะเดียวกันกระทรวงมหาดไทย แม้จะเป็นกระทรวงด้านการปกครอง แต่ก็ต้องเข้าโหมดเศรษฐกิจเดินหน้าคู่ขนานกันไปกับ “นโยบายในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ”
ด้วยการสั่งการกรุงเทพมหานคร และแจ้งไปยังทุกจังหวัดจัดกิจกรรมในรูปแบบถนนคนเดินที่สร้างรายได้ให้ประชาชนในระดับพื้นที่ โดยบูรณาการความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนภาคประชาชน ให้เกิดการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน เพื่อช่วยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้ประชาชนในระดับพื้นที่ในระดับชุมชนให้นำสินค้าออกมาจำหน่าย และให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชน ตั้งเป้าว่าจะจัดตลอดปี อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตามแนวทางรูปแบบที่กำหนด
นี่แค่บางส่วนของมาตรการที่จะได้เห็น แต่ก็ยังมีอีกชุดใหญ่ ที่ต้องรอ รมว.คลังคนใหม่ มาช่วยนำทัพ






