การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (1)

22 ส.ค. 2563 เวลา 22:00 น. 502

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (1) คอลัมน์เศรษฐทัศน์  โดย  รศ.(พิเศษ) ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,603 หน้า 5 วันที่ 23 - 26 สิงหาคม 2563

 

เวลาพูดถึง “ความมั่งคั่ง” คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงภาพคนรวยที่มีทรัพย์สินเงินทองมากๆ และมีช่องทางที่จะทำให้ความมั่งคั่งเพิ่มพูนได้ต่อไปเรื่อยๆ ที่จริงแล้วความมั่งคั่งสามารถมองได้หลายมุม จึงมีได้หลายความหมาย หลายระดับของความพอใจ แล้วแต่การตีความ บางคนบอกว่า การมีงานทำ มีความมั่นคงในอาชีพการงาน คือ ความมั่งคั่ง บางคนก็วัดความมั่งคั่งจากการมีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ทำไมคนเราจึงต้องแสวงหาความมั่งคั่งกัน? สิ่งที่ซ่อนลึกๆ อยู่ในจิตใจของคนส่วนใหญ่ก็คือ “ความมีอิสรภาพทางการเงิน” (Financial Freedom)

 

ลองนึกถึงสภาพที่เราไม่ต้องทำงาน แต่ยังมีเงินใช้โดยไม่เดือดร้อน หรือเรายังรักที่จะทำงาน แต่ไม่ต้องอาศัยเงินเดือนนี้เป็นหลักในการดำรงชีวิต เราอาจนิยามความมีอิสรภาพทางการเงินได้ว่า “อิสรภาพทางการเงิน” หมายถึง การที่คนเรามีหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงเพียงพอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายตามสมควรแก่อัตภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาใครมากจนเกินไป และไม่ต้องหวาดผวากับปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ ว่าจะมีไม่พอกับการจับจ่ายใช้สอยเพื่อดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพในอนาคต

 

ถ้าอิสรภาพทางการเงินเป็นเป้าหมายของคนส่วนใหญ่ แต่สังเกตหรือไม่คนที่พาตัวเองไปถึงระดับการมีอิสรภาพทางการเงินกลับมีไม่มากเลย มีเคล็ดลับอะไรหรือไม่ที่ทำให้บางคนบรรลุเป้าหมายในเรื่องนี้ได้ ตามเรามาสิครับ 

 

1) ความมั่งคั่ง : เราสร้างขึ้นมาอย่างไร

 

วิชาการด้านการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล ระบุไว้ว่า “ความมั่งคั่ง” หมายถึง ขนาดของสินทรัพย์สุทธิของบุคคลซึ่งมาจากสินทรัพย์รวมของบุคคลหักออกด้วยหนี้สินของบุคคล และ “การบริหารความมั่งคั่งของบุคคล” หมายถึง กระบวนการจัดการให้เกิดความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนของสินทรัพย์สุทธิ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินสำหรับตนเองในระยะเวลาต่างๆ  

 

คนที่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ คือคนที่เห็นเคล็ดลับ 4 เรื่อง ได้แก่

 

รู้หา (How to earn) 

 

คือ รู้วิธีใช้ความสามารถของตน (Human Assets) ในการหารายได้ การได้เงินเดือนจากการทำงานของเราเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ยิ่งการงานประสบความสำเร็จก็จะสูงขึ้น ยิ่งส่งผลให้ความสามารถที่จะออมได้มีมากขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานอย่างดีของการสร้างความมั่งคั่งให้เกิดขึ้น ช่องทางของการรู้หาไม่ได้มีเฉพาะการเป็นลูกจ้าง แต่การเลือกนำเงินทุนและแรงงานของเราไปลงทุนเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ก็ทำให้มีโอกาสจะได้รับผลตอบแทนที่สูง ซึ่งเป็นรากฐานของการออมเพื่อความมั่งคั่งได้เป็นอย่างดี

 

รู้เก็บ (How to save) 

 

การแบ่งรายได้มาเพื่อออมทันทีเป็นการสร้างวินัยการเงินเพื่อให้ฐานของเงินออมขยายตัวเพิ่มรองรับการสร้างความมั่งคั่งในอนาคต และเงินออมควรแบ่งออกเป็นส่วนๆ ตามวัตถุประสงค์ของการออม ซึ่งมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว

 

รู้ใช้ (How to spend) 

 

การใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นไม่ใช่จ่ายฟุ่มเฟีอยเป็นหลักคิดสำคัญ เพื่อให้รายได้ที่คงเหลือเป็นเงินออมมีเพียงพอที่จะใช้ขยายฐานสร้างความมั่งคั่งในวันข้างหน้า

 

รู้ขยายผล (How to invest) 

 

แนวคิด “ออมดีกว่าไม่ออม” และ “ออมก่อนรวยกว่า” ยังไม่พอที่จะสร้างความมั่งคั่งได้ เราจะต้องเรียนรู้ว่าเงินออมของเรามีทางเลือกอะไรบ้างที่จะนำไปขยายผลให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ไม่ใช่ฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว 

 

2) ไม่มีความมั่งคั่งสักที เป็นเพราะอะไร 

 

“ทำไมคนรวยจึงรวยเอารวยเอา และทำไมคนจนจึงจนอยู่ดักดาน”

 

อาจตอบคำถามนี้ได้ว่า ก็เพราะว่าคนรวยคิดไม่เหมือนคนจนน่ะสิ คงคล้ายๆ กับว่าโปรแกรมในสมองของคนจน (ซึ่งเป็นคนส่วนมาก) ตั้งมาไม่เหมือนของคนรวย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดหลายประการ ซึ่งทำให้คนจนต้องจนอยู่ต่อไป

 

 

 

เราสามารถสรุปเรื่องนี้ได้ดังต่อไปนี้ 

 

ความเข้าใจผิดประการที่ 1 : การมีงานทำเป็นทางเดียวที่จะสร้างความมั่งคั่งได้ 

 

คำตอบในเรื่องนี้ก็คือ ไม่ใช่เพียงแต่ทำงานหนัก (Work Hard) แต่ต้องเป็นการทำงานอย่างฉลาด (Work Smart) ด้วย การทำงานควรถูกมองว่าเป็นความไม่สะดวกสบายชั่วคราว (A temporary inconvenience) เท่านั้น การทำงานช่วยให้เรามีกระแสเงินสดรับเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต และถ้าต้องการให้มีกระแสเงินสดรับสุทธิคงเหลือมากๆ ส่วนที่เหลือมาจากการทำงานจะมีอยู่จำกัด 

 

การเงินมั่นคง  ครัวเรือนมั่งคั่ง (1)

 

ลองคิดดูว่า คุณจะออมได้มากที่สุดเท่าไรหลังจากหักค่าใช้จ่ายไปแล้ว ทางที่ดีคุณจะต้องเรียนรู้วิธีสร้างกระแสเงินสดรับเพิ่มเติมจากสินทรัพย์อื่นๆ นอกจากตัวคุณซึ่งเป็น Human Asset เพียงอย่างเดียวที่มุ่งหารายได้จากการทำงาน เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราต้องทำงาน ตั้งใจทำงานให้ก้าวหน้าเติบโตต่อไป และเก็บเงินเก็บทองเพื่อให้เกษียณได้อย่างมั่นใจว่าจะมีเงินไว้ใช้จ่ายได้อย่างเพียงพอ 

 

ที่จริงความคิดเช่นนี้ไม่ผิดเพราะการเก็บออมเงินจากรายได้ไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด เป็นฐานของการสร้างความมั่งคั่ง แต่การขยายความมั่งคั่งจากเงินออมของมนุษย์เงินเดือนทำได้ไม่เร็วนัก คนรวยไม่ได้คิดเช่นนี้ ลองดูหลักการที่อธิบายเกี่ยวกับความมั่งคั่งไว้ว่า “Wealth is when small efforts produce large results” ไม่ว่าคุณจะรักงานที่ทำมากเพียงใด ถ้ามันไม่ได้ก่อให้เกิดผลทวีคูณเกี่ยวกับความมั่งคั่ง ก็ให้จงเชื่อเถิดว่า การพึ่งพิงรายได้จากการทำงานเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่วิถีทางทำให้เกิดผลอย่างใหญ่หลวง (Large Results) ต่อความมั่งคั่งได้

 

ความเข้าใจผิดประการที่ 2 : การฝากเงิน คือ การลงทุนที่ดี 

 

นี่ก็อีกเหมือนกัน การออมเป็นเรื่องที่ดีแน่นอน เป็นรากฐานการสร้างความมั่งคั่ง ประเด็นเรื่องการออมนี้ ความสำคัญอยู่ที่การมีวินัยที่จะออมอย่างสมํ่าเสมอ และต้องเริ่มต้นตั้งแต่อายุน้อยๆ จึงจะได้เปรียบ

 

อย่างไรก็ตาม คนที่มีความมั่งคั่งจะไม่เคยคิดเลยว่า เงินออมที่ได้จากกระแสเงินสดรับสุทธิ แล้วนำไปฝากธนาคารจะช่วยสร้างความมั่งคั่งได้ (ลองพิจารณาอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแล้วปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อดู) ให้ระลึกไว้ว่า เงินออมในรูปเงินฝากของคุณถือว่าอยู่ในสถานะสินทรัพย์สภาพคล่องที่มีผลตอบแทนไม่สูงมาก และเรานำมาอยู่ในสถานะนี้ชั่วคราวเท่านั้น (Parked Temporarily in Liquid) มันรอคอยให้เรากระจายไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า อาจจะมีสภาพคล่องไม่สูงเท่าแต่เราต้องมาตอบว่า เราต้องการสภาพคล่องขนาดไหน ขนาดที่จะต้องมีเงินฝากเป็นสินทรัพย์การเงิน 100% ที่เราถือครองหรือไม่

 

คนส่วนใหญ่อ้างว่า การฝากธนาคารมีความปลอดภัย (ข้อนี้ก็ต้องพิจารณาว่าในปัจจุบันรัฐบาลจะไม่ค้ำประกันเงินฝากเต็มจำนวนแล้ว) อันนี้น่าจะเป็นความเคยชิน ความคุ้นเคยของเรามากกว่าลองมองย้อนไปดูว่า ฝากเงินมาหลายปีแล้ว เรารวยขึ้นขนาดไหน ถ้าประเด็นคือ คุณต้องการความมั่งคั่งคุณก็ต้องเรียนรู้ว่าทำ อย่างไรจึงจะ Save Smart

 

 

 

ความเข้าใจผิดประการที่ 3 : การมีหนี้สินเป็นสิ่งที่เลวร้าย จงหลีกหนีให้ไกลเหมือนเชื้อโรค 

 

อันนี้เริ่มต้นก็ต้องชี้แจงก่อนว่าไม่ได้มาสนับสนุนให้ทุกคนเป็นหนี้ ปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่มีภาระหนี้สูงมักจะมาจากการบริโภค ทำให้เกิดหนี้ประเภท Consumer Debt ขึ้น หนี้ประเภทนี้นี่แหล่ะที่ควรหนีให้ไกลเหมือนเวลาเจอเชื้อโรค เพราะเป็นตัวบั่นทอนความมั่งคั่ง ทำให้ฐานเงินออมเราลดลง ค่านิยมของการซื้อของมา บริโภค และทำให้ดูเหมือนว่า “มีภาพของความมั่งคั่ง” (Appearance of Wealth) เป็นค่านิยมที่ไม่ได้ช่วยให้เกิดความมั่งคั่งที่แท้จริงได้เลย 

 

แต่การมีหนี้ประเภท Invest ment Debt เป็นอีกคนละเรื่อง ลองนึกถึงตัวอย่างการซื้อบ้านซึ่งมีราคามากพอสมควร บางครั้งเรามีเงินไม่ พอ ต้องไปกู้ธนาคารมาบางส่วน การเกิดหนี้ประเภทนี้ทำให้ได้สินทรัพย์มาถือครองเพื่อใช้ประโยชน์ในระยะยาวซึ่งอาจทำกำไรให้ผู้ลงทุนได้ แต่ผู้ลงทุนก็ต้องมีภาระการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งต้องไปบริหารจัดการรายได้รายจ่ายของตนเองให้ดี ไม่ ลงทุนอะไรเกินความสามารถที่จะทำให้กระแสเงินสดสุทธิมาจ่ายได้ (เพราะถ้าเกินตัวไปมาก เราก็จะได้เห็นหนี้เสียประเภท NPL ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น)

 

หนี้ประเภท Investment Debt ก็เหมือนหนี้ประเภทอื่นที่พอเราจะกู้ก็เกิดความกังวลว่าจะจ่ายได้ไหม ไม่มีใครอยากเป็นหนี้หรอกครับ ใครๆ ก็อยากเป็นไททั้งนั้น แต่ถ้าการก่อหนี้เป็นเครื่องมือให้คุณเป็นไททางการเงินได้ในอนาคตอันใกล้นี้ก็น่าสนใจนะครับ 

 

วิกฤติ Covid19 ครั้งนี้ตามมาด้วยหนี้ครัวเรือนที่สูงมากขึ้น ผมหวังว่าบทความนี้จะทำให้ประชาชนที่มีความทุกข์ทางการเงิน มองเห็นหลักการสร้างความมั่นคงทางการเงินแบบง่ายๆ และหันมาลงมือสร้างวินัยทางการเงินเพื่อนำตนเองให้มีความสุขทางการเงิน 

 

ผมเชื่อว่าหากระดับครัวเรือนมีความมั่นคง ระดับมหภาคของ ประเทศก็จะเข้มแข็งมากขึ้นครับ 

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง