
ปฏิวัติพรรณไม้และการทลายกำแพงความเชื่อในเมียนมา
คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา : ปฏิวัติพรรณไม้และการทลายกำแพงความเชื่อในเมียนมา
KEY
POINTS
- เมียนมาเผชิญปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรง แต่ได้เกิดนวัตกรรมป่าไม้เศรษฐกิจขึ้นที่เมืองมัณฑะเลย์เพื่อเป็นทางออก
- มีการพัฒนาไม้ยูคาลิปตัสสายพันธุ์พิเศษที่เติบโตเร็วมาก โดยใช้เวลาเพียง 7 ปี แต่ให้เนื้อไม้คุณภาพสูง แข็งแกร่ง และสวยงามเทียบเท่าไม้เนื้อแข็งราคาแพง
- กระบวนการเริ่มต้นจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย เพื่อสร้างกล้าไม้ที่แข็งแรงแล้วส่งไปปลูกในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม
- นวัตกรรมนี้ช่วยสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่น ลดแรงกดดันต่อป่าธรรมชาติ และพิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์สามารถออกแบบและสร้างทรัพยากรป่าไม้ที่มีคุณค่าได้เร็วกว่าธรรมชาติ
ในอดีตสัก 50-60 ปีที่ผ่านมา โลกของอุตสาหกรรมไม้สัก ชื่อเสียงของประเทศไทยเรา มักจะติดอยู่ในใจของผู้ค้าไม้ระดับโลกอยู่เสมอ แต่หลังจากที่มีการทำลายป่ามายาวนาน ป่าไม้สักที่แปรรูปก็แทบจะหายไปจากตลาดจนคนลืมไปว่า ไทยคือผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ต่อมาถึงยุคปี 1990 ประเทศเมียนมาที่มีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคนี้ ก็มักจะถูกผู้ค้าไม้ทั่วโลกจับตามองกันตาเป็นมัน เพราะภาพที่ผูกติดอยู่กับผืนป่าไม้อันกว้างใหญ่ ที่มีทั้งไม้สักและไม้เนื้อแข็งที่ล้ำค่า ที่ต้องใช้เวลาบ่มเพาะนานนับร้อยปี แต่ภายใต้ความรุ่งโรจน์นั้น ทำให้กลุ่มทุนผู้ค้าไม้ของโลก ต่างพากันหลั่งไหลเข้าไปซื้อหาไม้สักและไม้เนื้อแข็งของเมียนมา ส่งผลให้มีการตัดไม้ทำลายป่ากันขนานใหญ่ ซึ่งประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ก็จะกลับมาแสดงที่ประเทศเมียนมาให้เราเห็นอีกครั้ง
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมเข้าไปค้าขายในประเทศเมียนมาใหม่ๆ ผมจำได้แม่นยำว่า ที่ถนนซัทสั่นลัน ปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งของห้างแม็คโครในกรุงย่างกุ้ง ฝั่งที่ติดกับทางรถไฟ จะมีกองท่อนซุงไม้สักกองอยู่อย่างมหาศาล เพื่อรอการส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ภาพดังกล่าวได้ซ่อนวิกฤตการณ์การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ ในอัตราที่น่าตกใจมาก
ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า ประเทศเมียนมาสูญเสียพื้นที่ป่าเฉลี่ยหลายล้านไร่ต่อปี มาจากการทำไม้นอกระบบ และการขยายตัวของเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวเสียเป็นส่วนใหญ่ ในปัจจุบันนี้ แม้จะมีการตัดไม้ยังคงอยู่ ในท่ามกลางกระแสการทำลายล้างนี้ กลับมีนวัตกรรมที่กำลังถูกฟักตัวอย่างเงียบๆ ในเมืองมัณฑะเลย์ เมืองที่เป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของพม่าตอนบน นวัตกรรมนี้กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าคำว่า “ป่าเศรษฐกิจ” ไปอย่างสิ้นเชิงครับ
หากเราพูดถึง “ไม้ยูคาลิปตัส” คนไทยส่วนใหญ่มักนึกถึงไม้สีขาวนวล เนื้อฟู ที่มักถูกนำไปเข้าเครื่องสับเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อส่งโรงงานเยื่อกระดาษ หรือนำมาใช้เป็นไม้ค้ำยันในการก่อสร้าง แต่ภาพจำเหล่านั้นกำลังจะถูกลบเลือนด้วยไม้ยูคาลิปตัสสายพันธุ์พิเศษ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการใช้งานหนัก (Structural Timber) โดยเฉพาะ ในเมืองมัณฑะเลย์ได้มีคหบดีท่านหนึ่ง ที่ผมได้นำมาเล่าให้ฟังในสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ทำการคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นคือ มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ในขณะเดียวกันก็มีการสะสมความหนาแน่นของเซลล์ไม้ (Cell Wall Density) ที่สูงกว่าสายพันธุ์ปกติ
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ของไม้นี้ก็คือ ระยะเวลาเพียง 7 ปี ต้นไม้เหล่านี้สามารถเติบโตจนมีขนาดรอบลำต้นกว่า 30 นิ้ว ซึ่งหากเป็นไม้ป่าธรรมชาติทั่วไป อาจจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 30-40 ปีเพื่อให้ได้ขนาดที่เท่ากัน แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไม้ต้องตกตะลึง ก็คือ “แก่นไม้” (Heartwood) เมื่อเลื่อยออกมาแล้ว เนื้อไม้จะมีสีเข้ม มีน้ำหนักจำเพาะสูง และมีลวดลายที่งดงามเทียบชั้นได้กับไม้แดงหรือไม้ประดู่ ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งราคาแพงที่ตลาดโลกต้องการ ความลับนี้อยู่ที่สภาพภูมิอากาศของมัณฑะเลย์ที่ร้อนและแห้งในบางช่วง กระตุ้นให้ต้นไม้ต้องสร้างสารแทนนิน และสารประกอบตามธรรมชาติเพื่อป้องกันตัวเอง ส่งผลให้เนื้อไม้มีความแกร่ง มีความทนทานต่อปลวกและแมลง โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีเลยครับ
กระบวนการปฏิวัติป่าไม้ในเมืองมัณฑะเลย์ ไม่ได้เริ่มต้นที่ใช้แรงงานถือจอบไปขุดดินปลูกกล้าไม้ในป่าลึก แต่เริ่มต้นที่ “ระบบการเพาะพันธุ์” ที่ทันสมัยใจกลางเมืองมัณฑะเลย์ ศูนย์เพาะพันธุ์แห่งนี้เปรียบเสมือนห้องปฏิบัติการทางธรรมชาติ ที่ควบคุมคุณภาพกล้าไม้ตั้งแต่เนื้อเยื้อ จนถึงการเป็นต้นกล้าที่แข็งแรง กล้าไม้จะถูกดูแลจนมีความสูงประมาณ 1 ฟุต ซึ่งเป็นไม้ระยะ “วัยรุ่น” ที่มีระบบรากพร้อมที่จะชอนไชและหาอาหารได้เอง
ความชาญฉลาดของโมเดลนี้ คือการใช้มัณฑะเลย์เป็นจุดตัดต่อเพาะเลี้ยงไม้จากเนื้อเยื้อ และทำการกระจายโลจิสติกส์ ส่งต่อกล้าไม้นับล้านต้น เข้าไปยังป่าไม้ในรัฐต่างๆ ของประเทศเมียนมา พื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่สีแดงหรือพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม เพื่อเป็นการส่งกล้าไม้เข้าไปปลูกทดแทนการตัดป่าเดิม ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการสร้าง “แหล่งเงินสด” ให้กับคนในท้องถิ่น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าไม้ที่ปลูกเพียง 7 ปี ก็สามารถตัดมาแปรรูป เพื่อนำไปปลูกสร้างบ้านได้จริง ไม้ที่มีความแข็งแรงทนทาน ไม่ต่างจากไม้ป่าที่เขาเคยแอบตัด ความกดดันที่มีต่อป่าธรรมชาติก็ลดลงทันที นี่คือการใช้ “กลไกตลาด” มาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แทนที่จะใช้เพียงการบังคับใช้กฎหมายที่มักล้มเหลวในพื้นที่ห่างไกล
นวัตกรรมนี้สอนให้เราเห็นว่า ป่าไม้ไม่ใช่แค่สิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้เราขุดใช้ไปวันๆ แต่ป่าไม้คือสิ่งที่ “มนุษย์สามารถออกแบบและสร้างขึ้นได้” คหบดีท่านนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความเป็นเลิศทางพันธุกรรมพืช เมื่อมาเจอกับการจัดการที่ถูกต้อง สามารถสร้างทรัพยากรที่ทรงคุณค่าได้เร็วกว่าธรรมชาติหลายเท่าตัว อีกทั้งยังสามารถสร้างงานให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดีเลยครับ
อาทิตย์หน้าผมจะพาพวกเรามารู้จักกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ในประเทศเมียนมา ที่เขาได้ใช้ความเชื่อ ความศรัทธา ในการปกป้องป่าอันเป็นที่รักของเขา จนทำให้ได้รับรางวัลระดับนานาชาติมาแล้ว ให้พวกเราได้รู้จักครับ







