
'ชายไทยทำอะไรอยู่?' : วิกฤติแรงงานชายต่อตลาดทุนและผลิตภาพของประเทศ
'ชายไทยทำอะไรอยู่?' : วิกฤติแรงงานชายต่อตลาดทุนและผลิตภาพของประเทศ คอลัมน์ Mr.Clean Capital นายทุนสะอาด โดย พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการ กลต
บทความโดย พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ชวนตั้งคำถามว่า "ผู้ชายไทยทำอะไรอยู่?" เมื่อสถิติชี้ชัดว่าแรงงานชายกำลังหายไปจากระบบเศรษฐกิจกระแสหลัก และวิกฤตินี้ไม่เพียงสะเทือนตลาดทุน แต่อาจกัดกินรากฐานผลิตภาพของประเทศในระยะยาว
หากลองพิจารณาไปรอบตัวในสถานที่ทำงาน สำนักงาน และสถาบันอุดมศึกษาปัจจุบัน เราจะเริ่มพบคำถามที่น่ากังวลว่า “ผู้ชายไทยทำอะไรอยู่?” คำถามนี้ไม่ใช่การตั้งข้อสังเกตเพื่อตำหนิ แต่เป็นภาพสะท้อนของสภาพสังคมที่เมื่อวิเคราะห์แล้วจะพบว่า ตลาดอาชีพและสถานอุดมศึกษาของไทยกำลังขาดความสมดุลของสัดส่วนทางเพศอย่างรุนแรง
ในมิติหนึ่ง เราต้องยอมรับและร่วมยินดีกับ ความสำเร็จในการสร้างความเท่าเทียมทางเพศ ที่สังคมไทยสามารถผลักดันให้ผู้หญิงเข้าสู่ระบบการศึกษาและตลาดแรงงานได้อย่างมีศักยภาพทัดเทียมหรือสูงกว่าในหลายด้าน นี่คือหลักฐานของสังคมที่เจริญแล้วซึ่งเปิดโอกาสให้คนทุกเพศได้แสดงความสามารถ ทว่าในอีกด้านหนึ่ง สถิติกลับฟ้องว่าแรงงานชายไทยกำลัง "หายไป" จากระบบเศรษฐกิจกระแสหลักอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือใน สำนักงาน กลต. มีพนักงานเพศชายเพียง 32.7% ขณะที่ใน สำนักงาน กสทช. มีอยู่ 40% ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีก่อน สัดส่วนผู้ชายในสำนักงาน กสทช. เคยสูงกว่า 60% แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นว่าในขณะที่ผู้หญิงก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ผู้ชายไทยกลับหายไปจากวงจรผลิตภาพมากขึ้น
ไม่ใช่เรื่องของอนุรักษ์นิยม แต่คือการหา "จุดสมดุล" ให้สังคม
การหยิบยกประเด็นเรื่องวิกฤติของเพศชายขึ้นมาพูดในครั้งนี้ ไม่ใช่การหวนกลับไปสู่แนวคิดอนุรักษ์นิยม (Conservatism) ที่ต้องการกดทับบทบาทของเพศหญิง หรือการเรียกร้องอภิสิทธิ์เดิมของเพศชายกลับคืนมา แต่เป็นการมองในมุมมองเชิงระบบว่า สังคมที่ยั่งยืนต้องขับเคลื่อนด้วย "คนทุกกลุ่ม" อย่างสมดุล หากประชากรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหลุดออกจากวงจรการสร้างผลิตภาพ (Productivity) สังคมนั้นย่อมเผชิญกับวิกฤติในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Richard Reeves นักวิชาการจากสถาบัน Brookings อธิบายไว้ในหนังสือ “Of Boys and Men” ว่าเพศชายในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญกับวิกฤติอัตลักษณ์ พวกเขาเริ่มหายไปจากระบบการศึกษาและวิชาชีพหลักเนื่องจากมุมมองต่อชีวิตที่เปลี่ยนไป ไม่เน้นการสะสมทักษะระยะยาว และเลือกที่จะไม่เข้าสู่โครงสร้างธุรกิจแบบเดิม
วิกฤตินี้ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและอุดมการณ์สังคม ดังจะเห็นได้จากผลการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมา กลุ่มชายรุ่นใหม่ที่เกิดหลังปี 2016 กว่า 90% เลือกสนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ เพราะพวกเขารู้สึกว่าตนเอง "หลงทาง" และถูกทอดทิ้งจากระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ สิ่งนี้คือสัญญาณเตือนว่าประชากรชายที่ไร้ที่ยืนและขาดจุดหมาย อาจกลายเป็นฐานกำลังที่สั่นคลอนเสถียรภาพของสังคมและระบอบประชาธิปไตยได้ทุกเมื่อ
จากสมองส่วน Amygdala สู่ปัญหาสังคมและวิกฤติตลาดทุน
ข้อมูลทางจิตวิทยาชี้ให้เห็นว่า วัยรุ่นชายในช่วงอายุ 12-25 ปี มักถูกขับเคลื่อนด้วยสมองส่วน Amygdala ซึ่งควบคุมอารมณ์และความรุนแรง เมื่อพวกเขาขาดแรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบปกติ จึงหันเข้าหาทางลัดอย่างการพนันออนไลน์ หรือกิจกรรมเสี่ยงโชค (Risk-taking) เพราะรู้สึกว่าความเพียรพยายามแบบดั้งเดิมไม่สามารถมอบความสำเร็จที่ทันใจได้
เมื่อผู้ชายไม่นำตัวเองเข้าสู่ระบบผลิตภาพ พวกเขาจึงเคลื่อนตัวเข้าสู่ด้านมืดของสังคมและกลายเป็นภาระต่อโครงสร้างส่วนรวม ทั้งปัญหายาเสพติด อาชญากรรม และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ภาวะความรู้สึก "ไร้ค่า" ยังนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงและการเพิ่มขึ้นของสถิติการฆ่าตัวตายในเพศชาย ซึ่งเป็นวิกฤติที่กัดกินทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอย่างเงียบเชียบ
ในมิติของ ตลาดทุน พฤติกรรมนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง:
1. เม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ไร้พื้นฐาน : ความต้องการรวยลัดทำให้เม็ดเงินไหลออกจากตลาดหุ้นที่เน้นพื้นฐาน ไปสู่สินทรัพย์เก็งกำไรสุดโต่งที่ไม่มีการผลิตจริง เช่น คริปโตเคอร์เรนซี หรือการลงทุนที่ขาดปัจจัยรองรับ
2. ทำลายกลไกตัวคูณทางเศรษฐกิจ : เมื่อคนกลุ่มใหญ่ไม่ออมเงินผ่านระบบกองทุนหรือตลาดหลักทรัพย์ รัฐจึงต้องแบกรับภาระสวัสดิการมากขึ้น ขณะที่ฐานภาษีแคบลง ทำให้ประเทศสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
3. ความเสี่ยงจากการฉ้อโกง : พฤติกรรมการลงทุนตามอารมณ์ทำให้คนรุ่นใหม่ตกเป็นเหยื่อของการปั่นราคาและแชร์ลูกโซ่ได้ง่ายขึ้น ทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินของประเทศ
การออกแบบนโยบายรัฐ และกับดักประชานิยม
ปัญหาใหญ่ที่ซ้ำเติมวิกฤตินี้คือ การออกแบบนโยบายรัฐ (Policy Design) ที่มักจะไร้ความต่อเนื่องและมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า นโยบายรัฐของไทยในช่วงที่ผ่านมามักตอบโจทย์ระยะสั้นเพราะต้องการความถูกใจจากประชาชน เมื่อคนในสังคมต้องการทุกอย่างแบบทันใจ และรู้สึกไม่สมหวังกับโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน พวกเขาจึงมักเลือกสนับสนุนนโยบายที่ง่ายต่อความเข้าใจแต่ขาดความยั่งยืน
นี่จึงเป็นที่มาของ นโยบายประชานิยมถ้วนหน้า ที่แม้จะดูเหมือนเป็นการช่วยเหลือ แต่หากนโยบายเหล่านั้นไม่ได้สร้างผลิตภาพ (Productivity) หรือทักษะใหม่ให้กับประชากร มันจะกลับกลายเป็นการสร้างภาระทางการคลังและทำให้คนไทย โดยเฉพาะเพศชายที่หลุดจากระบบไปแล้ว ยิ่งเคลื่อนตัวเข้าสู่สังคมที่เป็นภาระต่อรัฐมากขึ้น ทุกปีที่รัฐบาลไม่สามารถออกแบบนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด เรากำลังเสียโอกาสไปกับคนหนึ่งรุ่น ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 12-16 ปีในการสร้างประชากรที่มีคุณภาพกลับคืนมา
แนวทางการแก้ไขเพื่อความศิวิไลซ์ที่ยั่งยืน
สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนเพื่อสร้างสมดุลให้แก่สังคมและเศรษฐกิจไทย คือ:
1. นำชายไทยเข้าสู่ระบบวิชาชีพที่จำเป็น : รัฐต้องมีมาตรการจูงใจให้เพศชายกลับเข้าสู่สายงาน เช่น หมอ พยาบาล ครู อาจารย์ ทนาย ผู้พิพากษา และนักจิตวิทยา เพื่อสร้างความสมดุลในกระบวนการขัดเกลาสังคม
2. สร้างเป้าหมาย (Purpose) และความหวัง : สร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและงานที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม กระจายความเจริญและการสร้างงานไปสู่ภูมิภาค เพื่อให้คนทุกกลุ่มเห็นคุณค่าในการพัฒนาตนเอง
3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพชีวิต : สนับสนุนรากฐานครอบครัวที่มั่นคงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อลดแรงกดดันทางสังคมที่นำไปสู่ความรุนแรง
4. ปลูกฝัง Mindset และพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) : ปฏิรูปทัศนคติที่เข้าใจคุณค่าของการทำงานและความเพียรพยายาม ที่สำคัญคือการส่งเสริม การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีความเข้มแข็งทางจิตใจ สามารถรับมือกับความล้มเหลวและแรงกดดันจากสังคมวัตถุนิยมได้อย่างมีสติ
การสร้างความเท่าเทียมให้ผู้หญิงคือความสำเร็จที่น่าภูมิใจ แต่การสร้างสมดุลโดยดึงเพศชายกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการสร้างผลิตภาพ คือ "ภารกิจแห่งรัฐ" เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และสงบสุข







