
โลกหลังวิกฤติ Covid-19 (2)
คอลัมน์ เศรษฐทัศน์ โดย ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,570 วันที่ 30 เมษายน - 2 พฤษภาคม 2563
สำหรับตอนที่ 2 ของบทความนี้ ผมยังมีความสนุกสนานที่จะไปค้นต่อเนื่องว่าบรรดากูรูในวิชาชีพต่างๆ มองว่าโลก (ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพของพวกเขา) หลังวิกฤติ Covid- 19 อย่างไร ทำให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจของการเปลี่ยนแปลง สรุปได้ดังนี้
1) ลักษณะการอยู่อาศัยของผู้คนจาก “เมืองหลัก” ไปสู่ “เมืองรอง”
บทความ “Cities after Coronavirus ; how Covid-19 could radically after urban life.” ของ Jack Shenker (The Guardian, 26 มีนาคม 2563) อธิบายไว้ว่า “เมือง” เป็นพัฒนาการที่มนุษย์สร้างขึ้น เนื่องจากต้องอยู่ร่วมกัน อยู่ใกล้ชิดกัน มีปฏิสัมพันธ์กัน เมืองใหญ่ทุกวันนี้โตขึ้นมาก เพราะมีคนอพยพโยกย้ายเข้าสู่เมืองมากขึ้น
แต่เหตุการณ์ Covid-19 ทำให้คนต้องอยู่ห่างๆ กัน ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้ผู้คนอาจตัดสินใจย้ายไปสู่ “เมืองรอง” ซึ่งเล็กกว่ามากขึ้น เพื่อลดความแออัด และการทำงานที่บ้าน (Work From Home) แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลกันก็ยังทำได้เนื่องจากมีเทคโนโลยีช่วยได้ มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดหมู่บ้านใหม่ๆ เกิดขึ้นในเมืองรอง และเกิดการยกระดับเส้นทางคมนาคมขนส่งขึ้นมาใหม่ในเมืองรองด้วย ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของเส้นทางคมนาคมเดิมไปอย่างสิ้นเชิง
2) ลักษณะการออกแบบสถานที่ทำงานเพื่อรองรับ “Social Distancing”
บทความ “10 ways Covid-19 could change office design.” ของ Harry Kretchmer (www.weforum.org, 20 เมษายน 2563) สรุปไว้ว่า เมื่อคนต้องกลับมาทำงานหลังการระบาดรุนแรงผ่านไป ความหวาดกลัวการแพร่เชื้อระหว่างกัน การต้องรักษาระยะห่างทางสังคมในที่ทำงาน จะมีความต้องการออกแบบที่ทำงาน ที่นั่งของพนักงานลักษณะใหม่
เช่น ในรูปแบบที่เรียกว่า “Six Feet Office” คือออกแบบให้ที่นั่งห่างกันประมาณ 6 ฟุต (หรือประมาณ 1.82 เมตร) ที่ต่อไปหลายๆ องค์กร อาจออกมาเป็นข้อกำหนดในการปรับปรุงพื้นที่สำนักงาน
นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้ปูกระดาษบนพื้นโต๊ะทำงาน พอสิ้นวันก็ดึงออกไปทิ้งเพื่อลดการแพร่เชื้อ หรือรูปแบบการออกแบบที่ทำงานก่อนเกิด Covid-19 มีความนิยมแบบเปิดโล่งมากขึ้น ก็จะหันมาปรับให้มีลักษณะปิด เพื่อป้องกันมากขึ้น (Closed - plan working) มีการเสนอให้ภายในที่ทำงานต้องเพิ่มสัญลักษณ์ (More signs) เพื่อเตือนและบอกการรักษาระยะห่างมากขึ้น
รวมทั้งการมีป้ายกำหนดทิศทาง เพื่อลดการเดินแบบสับสน ทำให้เกิดการชนและแพร่เชื้อได้ เป็นการออกแบบที่เรียกว่า “Contactless Pathways” ซึ่งต้องจัดให้มีเทคโนโลยีที่สนับสนุน อุปกรณ์ที่มีส่วนช่วยป้องกัน อากาศถ่ายเท และวิธีการทักทายแบบใหม่ๆ เป็นต้น
3) ลักษณะการช็อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านของชำในยุค “Social Distancing”
บทความของ Katie Jackson ที่ลงใน www.today.com เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2563 เรื่อง “8 ways Coronavirus may change how we shop at the grocery store forever.” สรุปประเด็นสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันในยุค “Social Distancing” จะเปลี่ยนไปจากเดิมดังนี้
- ลูกค้าจะมีจำนวนครั้งมาที่ร้านน้อยลง (Shoppers will make fewer trips to the store) เพราะคนยังหวาดกลัวกับการแพร่ระบาดของเชื้อ จะลดจำนวนครั้งที่มาเท่าที่จำเป็น ซึ่งต่างจากเดิมแวะมาเมื่อใดก็ได้
- ลูกค้าจะซื้อของทีละมากๆ เพื่อเก็บไว้ในตู้เย็นและครัวมากกว่าเดิม (People will stock up) เมื่อมาที่ร้านในจำนวนน้อยลง คนก็จะซื้อพวกอาหารและสินค้าจำเป็นคราวละมากๆ โดยอาจจะเก็บไว้ 1-2 สัปดาห์ก่อนจะออกมาเติมอีกครั้ง
- ลูกค้าจะซื้ออย่างมีเหตุผล และแผนการมากขึ้น (Goodbye browsing, hello planning) ที่ผ่านมาการเดินในซูเปอร์มาร์เก็ต ที่มีของมากมายก็เป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง สามารถใช้เวลาค่อยๆ คิดได้ อาจเจอสินค้าบางอย่างที่ไม่ได้วางแผนมาก่อนว่าจะซื้อ แต่พบการส่งเสริมการตลาดที่เย้ายวนใจก็เกิดการซื้อเพิ่มได้ แต่ยุคนี้ต้องรักษาระยะห่าง ลูกค้าจะเริ่มวางแผนมากขึ้น มี Checklist ที่ทำให้พุ่งตรงไปยังชั้นที่ขายของนั้นโดยตรง
- ลูกค้าจะใช้บริการส่งของถึงบ้านมากขึ้น (Curbside pick up and online orderling will be big) ลูกค้าอีกเป็นจำนวนมาก จะยอมปรับพฤติกรรมสั่งของชำทาง online และให้มาส่งถึงบ้าน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อจากการออกนอกบ้าน ทำให้ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ หันมาพัฒนาและปรับปรุงบริการนี้
- ลูกค้าต้องการใช้บริการจุดชำระเงินและนำของกลับด้วยตนเองมากขึ้น และไม่สนใจจุดทดลองสินค้า (So long to samples and self-serve stations) เพื่อลดโอกาสสัมผัสเชื้อจากจุดที่มีการให้ทดลองสินค้า หรือจุดชำระเงิน
- ลูกค้าจะนิยมสินค้าที่คงความสดไว้ได้นาน (Long lasting produce will be popular) ความต้องการสินค้า เช่น ผลไม้ประเภทเก็บรักษาไว้ได้นานจะมีมากขึ้น เพราะดีต่อสุขภาพ และสอดคล้องกับเวลาที่จะไม่ออกมาช็อปปิ้งบ่อยๆ แล้ว
- ลูกค้าจะซื้อสินค้าประเภทอาหารแช่แข็งและอาหารกระป๋องมากขึ้น (Frozen foods and canned foods will be favored) ซึ่งสัมพันธ์กับระยะเวลาที่อยู่บ้านนานขึ้น ประกอบกับสินค้าเหล่านี้ค่อนข้างมีนํ้าหนัก จึงต้องการซื้อในปริมาณมากๆ เพื่อเก็บไว้
- ลูกค้าจะหันมานิยมไปร้านค้าขนาดเล็กมากขึ้น (Smaller stores are making comeback) ร้านค้าของชำ ขนาดเล็กใกล้บ้าน จะกลับมาเป็นที่นิยม เพราะถูกคาดหมายว่า ผู้คนจะไม่เข้าไปแออัด และรอคิวการซื้อของการชำระเงินเหมือนร้านใหญ่
ไม่น่าเชื่อว่าไวรัสตัวเล็กๆ นี้จะสามารถบังคับและเปลี่ยนชีวิตในอนาคตของมนุษยชาติได้มากขนาดนี้
ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะค้นหาต่อไปว่า อะไรและอย่างไรอีกที่ไวรัส Covid-19 จะเปลี่ยนแปลงชีวิต ธุรกิจ และสังคมของพวกเรา หากคุณผู้อ่านรู้สึกตื่นเต้นและสนุกไปกับผม ก็ติดตามต่อไปเรื่อยๆ นะครับ






