
ชัดมั้ย “เน้นสุ่ม-ไม่ปูพรมตรวจ” “สิ้นเปลือง-เครื่องมือ-น้ำยา” ไม่พอ
คอลัมน์ทางออกนอกตำรา ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3565 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 12-15 เม.ย.63 โดย...บากบั่น บุญเลิศ
การแถลงข่าวของ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 (ศบค.) ช่วงวันที่ 8-9-10 เมษายน มีความชัดเจนอย่างมากใน 2-3 ประเด็น ที่ทำให้ประชาชนที่วิตก ตื่นตระหนกกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เห็นถึงสถานการณ์และความเป็นจริง
ประเด็นแรก จำนวนผู้ป่วยที่ยืนยันติดเชื้อรายใหม่ยังมีปริมาณที่เพิ่มขึ้น กว่า 214 ราย ผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 33 ราย ผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อสะสมรวม 2,473 ราย ยังเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังกันต่อไป
แต่ในข่าวร้ายก็มีข่าวดีมาก เมื่อคนติดเชื้อจำกัดวงแคบคือ “กลุ่มเดิม-กลุ่มเดินทางมาจากเมืองนอก-กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์-กลุ่มที่ตรวจสอบสวนโรค-กลุ่มกลับจากเมืองนอกและรัฐคัดกรองกักตัว-ผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วย” เป็นกลุ่มหลัก ไม่ใช่คนในประเทศที่ร่วมมือ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” สะท้อนว่ามาตรการนี้ได้ผล
ขณะที่กลุ่มเสียชีวิต ก็ไม่ใช่คนที่กักตัวอยู่บ้าน แต่เป็น “คนต่างชาติและเป็นกลุ่มเดินทางจากต่างประเทศ-คนใกล้ชิดผู้ป่วย” เป็นหลัก
นอกจากนี้ จำนวนการรักษาหายกลับบ้านได้ ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน่าดีใจ วันที่7 เมษายน 2563 หาย 824 ราย เพิ่มเป็น 888 ราย ในวันที่ 8 เมษายน และเป็น 1,013 ราย ในวันที่ 10 เมษายน 2563
ข้อมูลชุดนี้ สะท้อนว่า คนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย มีอัตราการรักษาตัวแล้ว “หาย-ไม่ตาย” มีปริมาณสูงขึ้น การรักษาพยาบาลผู้ป่วยในประเทศไทยมีประสิทธิภาพมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในโลก ที่มีอัตราการตายเป็นพันคน จนผู้คนพากันหวาดผวา
ประเทศไทยติดเชื้อ แต่รักษาหาย! อันนี้สำคัญต่อขวัญกำลังใจของคนไทยเป็นอย่างมาก...คุณว่ามั้ย?!
ประเด็นที่สอง จำนวนผู้ป่วยได้กระจายตัวออกไปยังพื้นที่รอบนอกมากขึ้น โดยผู้ติดเชื้อ 2,473 คน มาจาก 68 จังหวัด
ในจำนวนนี้มีหลายจังหวัดที่ ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อ คนไทยต้องช่วยกันปรบมือให้ทุกฝ่ายที่ร่วมแรงร่วมใจ อย่าให้ติดเชื้อ!
ประเด็นที่สาม โฆษก ศบค.ระบุว่าตอนนี้กลุ่มเสี่ยงที่ต้องตรวจสอบเข้มข้นตลอด 24 ชั่วโมง คือกลุ่มผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ถือเป็นกลุ่มก้อนใหม่ที่ต้องเฝ้าระวัง เหมือนกรณีคนไทยที่เดินทางกลับมาจากอินโดนีเซีย พบว่าติดไวรัสโควิดถึง 42 คน แม้ทั้งหมดได้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลแล้ว แต่จะต้องขีดวงการดูแลผู้ป่วยที่กลับมาจากต่างประเทศให้ได้
ข้อมูลนี้บ่งบอกว่า เชื้อไวรัสโควิด-19 แม้ไม่มีเท้าเดินมาติดคน แต่มาจากคนที่ “เป็นพาหะ” นำเชื้อไปติดผู้อื่น และแต่ละวันยังมีคนไทยอีกมาก ที่ทยอยเดินทางกลับจากต่างประเทศ ดังนั้น หน่วยงานรัฐต้องเข้มงวดมากขึ้น
ใครเข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีใบรับรองแพทย์ หรือไม่มีไข้ จะต้องเข้าพักกักตัว ในพื้นที่ๆ รัฐจัดไว้ State Quarantines ทุกคน ไม่ต้องไปสนหน้าอินทร์หน้าพรหมกันอีกต่อไป ใครไม่ทำตามกติกานี้ต้องลงโทษให้เห็น
อย่าเปิดทางให้ใครเข้า-ออก โดยเสรี เพียงแค่มีเวิร์กเพอร์มิต หรือใบรับรองแพทย์โชว์!...รัฐต้องทำให้เห็น
ประเด็นที่สี่ ประเทศไทยมีเครื่องมือและห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวนจำกัดอย่างยิ่ง และน่าจะเป็น “จุดอ่อนในการสกัดการแพร่ระบาด” ทั้งประเทศ มีแค่ 80 แห่ง เป็นปริมณฑล 39 แห่ง ต่างจังหวัด 41 แห่ง ศักยภาพในการตรวจมีเพียง 20,000 กลุ่มตัวอย่างเท่านั้น
นี่จึงเป็นที่มาของจำนวนการตรวจผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนมกราคม-ปัจจุบัน สามารถตรวจได้เพียงแค่ 75,000 กลุ่มตัวอย่าง
ในจำนวน 75,000 ตัวอย่างนั้น มิได้หมายถึงจำนวนประชากร 75,000 คน เสียด้วยซ้ำไป เพราะการตรวจจากกลุ่มตัวอย่างนั้น ถ้าเป็นผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้วจะต้องมีการตรวจเชื้อไวรัสเป็น 10 ครั้ง เหมือนที่ "แมทธิว ดีน” โดนตรวจเชื้อ
แสดงว่า อัตราการตรวจเชื้อของประเทศไทยต่ำมาก และใช้วิธีการ “ป่วยจึงตรวจ” เราเน้นรักษามากกว่า “ป้องกัน” การระบาด เหมือนอิตาลี ไต้หวัน เกาหลีใต้
คำถามคือปัญหาการตรวจเชื้อไวรัส ที่ระบาดหนักจนคนผวากันทั้งเมืองจะเป็นอย่างไร นพ.ทวีศิลป์ บอกว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นจะต้องตรวจให้ได้วันละแสนเคส
“การจะเพิ่มจำนวนตรวจเป็นแสนเคส ไม่ใช่ทิศทางทั้งหมด แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เราจะใช้ Active case finding คือการไปหาผู้ป่วย แล้วขีดวง แล้วตรวจตรงนั้นให้ได้มากที่สุด วิธีการนี้เป็นหลักการของระบาดวิทยาที่ยอมรับกันทั่วโลก” นพ.ทวีศิลป์ ชี้แจงไว้อย่างนี้ครับ
ประเทศไทยมีทรัพยากรทางด้านการตรวจสอบไวรัสไม่เพียงพอ ชุดตรวจที่มีอยู่เพียงพอให้ดำเนินการตรวจได้แค่เพียงวันละ 10,000 เคส ในต่างจังหวัด และอีก 10,000 เคสในกรุงเทพฯ แถมยังมีปัญหาเรื่องเครื่องตรวจและน้ำยา
แปลว่า การทำงานของกระทรวงสาธารณสุขของไทย จะไม่ตรวจปูพรมไปมากๆเพื่อสุ่มหาคนมีเชื้อให้ได้มากที่สุด เพราะสิ้นเปลือง และไม่ได้สร้างผลดีในระยะยาว เพราะถึงจะตรวจวันนี้ไม่เจอ แต่พรุ่งนี้หรือวันมรืนมาตรวจอีกอาจจะเจอก็ได้ เพราะระยะเวลาการฟักตัวของเชื้อในตัวของแต่ละคนไม่ได้พร้อมกัน
การรอให้มีอาการมาก่อนแล้ว ค่อยตรวจน่าจะดีต่อทรัพยากร และกำลังบุคลากรทางการแพทย์ที่มีจำกัดมากกว่า ไม่ใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ไปโดยเปล่าประโยชน์
แปลไทยเป็นไทยแบบไม่ต้องอ้อมค้อม จะไม่มีการปูพรมตรวจคนติดเชื้อทั่วประเทศ เพราะเราไม่มีเครื่องมือในการตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 และน้ำยาที่เพียงพอ...
ชัดมั้ย...ถ้าไม่ดูแลตัวเองก็ตัวใครตัวมันละครับ!

