thansettakij
thansettakij
ความเปลี่ยนแปลงในยุค Post COVID-19

ความเปลี่ยนแปลงในยุค Post COVID-19

11 เม.ย. 63 | 02:00 น.
อัปเดตล่าสุด :11 เม.ย. 63 | 09:15 น.

 

คอลัมน์รู้เท่าทันสารพันกฎหมาย โดย ดร.มาร์ค เจริญวงศ์ อัยการจังหวัด ประจำสำนักงานอัยการสูงสุด

หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,565 วันที่ 12-15 เมษายน 2563

แม้ตอนนี้สถิติของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยจะค่อยๆ ลดลงเป็นลำดับแล้วก็ตาม แต่จากสถิติผู้ติดเชื้อทั่วโลกก็ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อโควิดแล้วกว่า 1.5 ล้านคน นั่นหมายความว่าวิกฤติโควิดนี่ยังคงดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่จนกว่านักวิทยาศาสตร์จะหาวัคซีนมาต่อกรกับมหันตภัยชนิดนี้ได้

แน่นอนว่าวิกฤตินี้ส่งผลกระทบในทุกด้านและทุกประเทศทั่วโลก ทำให้รัฐบาลของแต่ละประเทศต้องหามาตรการต่างๆ เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งท่านทั้งหลายคงได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้าการแก้ปัญหา รวมถึงมาตรการที่รัฐออกมาเพื่อเยียวยาให้กับภาคธุรกิจและประชาชนในการที่ร่วมฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกันแล้วไม่มากก็น้อย ซึ่งข้อมูลที่กล่าวมานั้น ผู้ที่ติดตามอ่านอาจเกิดความเครียดกับการรับข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง

เพราะฉะนั้น เพื่อเป็นการลดความเครียดดังกล่าวลง บทความนี้จึงอยากมานำเสนอข้อมูลถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ ว่าพวกเราได้เรียนรู้และนำไปสู่การเปลี่ยน แปลงในประเด็นใดได้บ้าง

ประเด็นแรกในเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี แม้ว่าโลกจะพัฒนาทางเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยีในการสื่อสาร แต่ในความเป็นจริงการนำเทคโนโลยีสื่อสารมาใช้ในการทำงาน การเรียน และใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ยังถูกนำมาใช้น้อยกว่าพัฒนาการของเทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างมาก แต่จากวิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน หรือการทำกิจกรรมใดๆ ก็ถูกเจ้าไวรัสที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วบีบให้ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมจากการทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องเดินทางไปยังสถานที่นั้นๆ เป็นการทำกิจกรรมผ่านระบบออนไลน์

 

ความเปลี่ยนแปลงในยุค Post COVID-19

 

ไม่ว่าจะเป็นการประชุมผ่าน VDO conference การเรียนผ่านระบบออนไลน์ที่มีแอพพลิเคชันมากมายมารองรับในการทำกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ดังกล่าว ดังนั้น ในอนาคตการแบ่งช่วงประวัติศาสตร์ของการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสาร ก็จะมีการแบ่งเป็นช่วงของพัฒนาการในช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 (Pre-COVID-19) กับพัฒนาการในช่วงหลังวิกฤติโควิด-19 (Post-COVID-19) ซึ่งแน่นอนว่าต่อไปคำเหล่านี้จะพบเห็นได้บ่อยขึ้น

ในภาคการศึกษา ซึ่งต้องยอมรับว่าในช่วง 5 ปี หลังมานี้มีจำนวนผู้ที่ สมัครเรียนในระดับมหาวิทยาลัยน้อยลงกว่าเดิมจำนวนมาก ซึ่งแต่เดิมระบบการเรียนเป็นแบบที่นักศึกษาต้องเข้าเรียนในห้องเรียนเกือบทั้งระบบ การศึกษาในลักษณะดังกล่าวทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเกิดข้อจำกัดในเรื่องการเรียน เพราะนอกจากค่าธรรมเนียมการศึกษาที่ต้องจ่ายแล้ว ยังต้องมีการเสียค่าที่พัก ค่าเดินทาง ซึ่งล้วนเป็นเหตุผลอีกส่วนหนึ่งที่มีผู้คนสนใจเข้าสู่ระบบการศึกษาน้อยลง

แต่วิกฤติโควิดครั้งนี้ ทำให้สถาบันและบุคลากรทางการศึกษาจำเป็นต้องปรับตัว จึงทำให้มีความพร้อมในการจัดการกับรูปแบบของการเรียน การสอน การประเมินผลการเรียน ผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างเป็นระบบแล้ว ดังนั้น การที่สถาบันการศึกษาจะเพิ่มช่องทางในการให้มีนักศึกษาเข้าสู่ระบบการศึกษามากขึ้น โดยเป็นรูปแบบการเรียนทางไกลผ่านระบบออนไลน์ ก็น่าจะเป็นช่องทางหนึ่งของการแก้ปัญหาที่สถานศึกษาหลายๆ แห่งกำลังเผชิญอยู่ได้

ในภาคแรงงาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้อย่างมาก จะเห็นได้ว่าการแพร่ระบาดของโควิดนั้น บีบบังคับให้ต้องมีการทำงานจากที่บ้าน (work from home) เพื่อเป็นการลดปริมาณการแพร่กระจายของเชื้อ ซึ่งในส่วนนี้จะเห็นได้ว่ามีงานจำนวนมากที่สามารถทำได้จากที่บ้าน การประชุมงานก็สามารถประชุมในรูปแบบ VDO Conference ผ่านระบบออนไลน์

ในยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารรุดหน้ามาขนาดนี้แล้ว ความจำเป็นที่งานทุกประเภทต้องเข้าไปทำในโรงงานเหมือนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่คนงานต้องไปยื่นทำงานในไลน์การผลิตเพื่อรับช่วงการทำงานต่อๆ กัน น่าจะหมดไปได้แล้ว

ดังนั้น หากพิจารณาถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับภาคแรงงานในปัจจุบัน จะ เห็นได้ว่ามีงานหลายประเภทที่คนสามารถทำงานได้สำเร็จแม้จะทำที่บ้าน

เพราะฉะนั้นหากพ้นช่วงวิกฤติโควิดแล้ว หากแต่ละหน่วยงานมาทำการศึกษาถึงสภาพของเนื้องาน และความจำเป็นในการเข้าทำงาน ในที่ทำงาน ก็จะสามารถนำไปสู่การลดปริมาณการเดินทางไปทำงานได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ที่จะมีการใช้ทรัพยากรและสร้างมลพิษเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มให้คนในวัยทำงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย

ในประเด็นสุดท้ายที่ผู้เขียนอยากกล่าวถึงคือ การบริหารจัดการข้อมูลของภาครัฐ วิกฤติที่เกิดขึ้นจากไวรัสในครั้งนี้ ที่แม้แต่รัฐบาลเองก็ยอม รับและกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติในการแก้ปัญหา แต่การดำเนินการในการเยียวยาหรือช่วยเหลือผู้ที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์นี้นั้น ไม่สามารถทำได้โดยทันทีเหมือนหลายๆ ประเทศ นั่นเป็นเพราะระบบฐานข้อมูลของประชากรที่เกี่ยวข้องกับรายได้ และข้อมูลอื่นๆ ยังไม่ได้การจัดเก็บอย่างเป็นระบบ

ถึงเวลาแล้วรึยังที่เราควรต้องมีข้อมูลของประชากรแต่ละคนที่จำเป็น โดยเฉพาะในเรื่องรายได้ เพื่อที่หาก เกิดปัญหาในลักษณะที่รัฐจำเป็นต้องเยียวยาจะได้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

และในทางกลับกันรัฐก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการจ่ายภาษีกับบุคคลที่อยู่ในเกณฑ์เสียภาษี เพราะตอนนี้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ที่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี แต่อยู่นอกระบบการจ่ายเงินภาษีเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐขาดรายได้ ซึ่งควรต้องได้รับมาเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไป โดยเฉพาะเมื่อรัฐมีภาระการใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลในการกู้วิกฤติเศรษฐกิจหลังจากที่พิษโควิด-19 สงบลง

จริงๆ แล้วนอกจาก 4 ประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนเชื่อว่ายังมีประเด็นที่เราควรเรียนรู้และนำมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตอีกหลายอย่างเมื่อพ้นวิกฤติโควิดครั้งนี้ แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพที่แข็งแรงและผ่านพ้นภัยโควิดครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัยครับ