
ผลประโยชน์ร่วมกัน ต้านราคาน้ำมันตกต่ำ
ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนอีกรอบหนึ่งแล้ว เมื่อต้นเดือนมกราคมปีนี้ น้ำมันยังขายในราคาเกิน 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่หลังจากนั้นก็ลดฮวบลงอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงระดับเหลือ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลเพียงเล็กน้อยในปลายเดือนมีนาคม แล้วเมื่อวันที่ 2 เมษายน ก็กระโดดขึ้นมาอีกอย่างรวดเร็วอยู่ที่ประมาณ 25 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันที่ลดลงในช่วงนี้คงไม่เป็นเรื่องแปลกอะไร เพราะคนใช้น้ำมันน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อผู้คนทั่วโลกต้องลดและงดการเดินทางตามมาตรการ social distancing เพื่อควบคุมการแพร่เชื้อโควิด-19 แต่สิ่งที่ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันจมดิ่งลงมากขึ้นคือ การที่ซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะลดการผลิตลงเท่าไหร่ อย่างไรเพื่อพยุงราคา ผลปรากฏว่าซาอุฯ กลับเร่งผลิตน้ำมันส่งออกมากขึ้นเพื่อรักษาส่วนแบ่งของตลาด ทำให้น้ำมันล้นตลาดอย่างมากมาย
ราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ได้ เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกมาคาดการณ์ว่าซาอุฯ และรัสเซียจะตกลงกันลดการผลิตน้ำมันลงได้
หลายคนคงสงสัยว่าซาอุฯ รัสเซีย และสหรัฐฯ 3 ประเทศนี้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาดน้ำมันโลกอย่างไร 3 ประเทศนี้คือผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก 3 อันดับแรกในปีที่แล้ว โดยสหรัฐฯ ผลิตได้มากที่สุดประมาณ 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน 3 ประเทศนี้รวมกันผลิตน้ำมันได้ประมาณ 30% ของโลก
3 ประเทศนี้คือผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก โดยในปีที่แล้วซาอุฯ ส่งออกเป็นอันดับ 1 รัสเซียเป็นอันดับ 2 และสหรัฐฯ เป็นอันดับ 4 สามประเทศนี้รวมกันส่งออกน้ำมันได้ประมาณ 45% ของโลก
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯได้เปลี่ยนสถานะของตนเองจากการเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ มาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก เพราะสหรัฐฯ สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้ผลิตน้ำมันและก๊าซได้จากชั้นหินดินดาน หรือ shale oil/gas และทำให้ผลิตน้ำมันเพิ่มได้อีกหนึ่งเท่าตัวภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี
แต่ 3 ประเทศนี้มีต้นทุนการผลิตน้ำมันดิบที่แตกต่างกันมาก ซาอุฯ มีต้นทุนต่ำสุดที่ประมาณ 3 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล รัสเซียมีต้นทุนประมาณ 18 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนสหรัฐฯมีต้นทุนสูงที่สุดโดย shale oil มีต้นทุนระหว่าง 30-90 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล
ดังนั้น ราคาน้ำมันที่ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ย่อมทำให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ ต้องขาดทุนอย่างแน่นอน และหลายบริษัทก็กำลังเตรียมตัวล้มละลายแล้ว
ราคาน้ำมันที่ตกต่ำก็ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับซาอุฯ และรัสเซีย เพราะทั้ง 2 ประเทศต้องอาศัยรายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซเป็นส่วนสำคัญของงบประมาณ ราคาน้ำมันที่จะทำให้ซาอุฯ ปิดหีบงบประมาณได้อยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล
ทั้ง 3 ประเทศนี้จึงมีผลประโยชน์ร่วมกันที่จะทำให้ราคาน้ำมันไม่ลดต่ำจนเกินไป อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 30-40 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล
ในยามที่น้ำมันล้นตลาดอยู่ในขณะนี้ วิธีเดียวที่จะดึงราคาให้สูงขึ้นได้ก็โดยการลดการผลิตและการส่งออก ซึ่งในงวดนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องข้อตกลงระหว่างโอเปก ซาอุฯ กับรัสเซียเท่านั้น แต่สหรัฐฯ ก็อาจจะต้องมีส่วนร่วมในการลดการผลิตนี้ด้วย
คำถามก็คือสหรัฐฯ จะมีวิธีลดการผลิตน้ำมันได้อย่างไร เพราะการตัดสินใจลงทุนและผลิตอยู่ในมือของบริษัทน้ำมันที่เป็นเอกชน ไม่ใช่เป็นของรัฐ
สำหรับประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันเช่นประเทศไทย เราก็คงได้แต่มองตาปริบๆ และสงสัยว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เหล่านี้เขาจะเล่นเกมกันอย่างไร ในยามที่โรคระบาดโควิด-19 กำลังสร้างความยากลำบากให้กับผู้คนเป็นจำนวนมาก เราคงได้แต่ภาวนาว่า ราคาน้ำมันคงจะไม่แพงเกินไป จนทำให้เราต้องยากลำบากมากขึ้น
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 8 ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,564 วันที่ 9 - 11 เมษายน พ.ศ. 2563

