thansettakij
thansettakij
ต้องใช้ยาแรง ประคองเศรษฐกิจ

ต้องใช้ยาแรง ประคองเศรษฐกิจ

28 ก.พ. 63 | 11:50 น.

บทบรรณาธิการ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3553 ระหว่างวันที่ 1-4 มี.ค.63

 

 

          สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) หน่วยงานมันสมองของกระทรวงการคลังในการออกแบบและเสนอแนะนโยบายเศรษฐกิจการคลังการเงิน ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีความเสี่ยงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 (Covid-19) ที่จะทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวปรับตัวลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีประมาณ 41.1 ล้านคน ขณะที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงกว่าที่คาดไว้เดิม โดยล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประกาศปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้เหลือเพียง 3.2% จากเดิมคาดการณ์ 3.3%

          ขณะที่สำนักวิจัยเอกชนหลายแห่งเริ่มออกมาแสดงความกังวลว่า เศรษฐกิจไทย มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะการถดถอยทางเทคนิค จากปัญหาไวรัสโคโรนา ที่กระทบภาคการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง จำนวนนักท่องเที่ยวอาจหดตัวมากกว่า 50% ในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่ภาคการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และจากการที่ผู้ผลิตไม่สามารถนำเข้าสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบจากจีนได้ เนื่องจากภาคธุรกิจในจีนยังไม่เปิดทำการเต็มที่ ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำต้องลดกำลังการผลิตหรืออาจถึงขั้นปิดกิจการชั่วคราว

          จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่กระทบเป็นวงกว้างในขณะนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นการเร่งด่วน แต่ถ้าดูจากมาตรการต่างๆ ที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณา พบว่าส่วนใหญ่เป็นมาตรการที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้

          ประกอบด้วย โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2563 หรือลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรอบ 2 คาดว่าจะใช้เม็ดเงินประมาณ 8,500 ล้านบาท มาตรการชิมช้อปใช้ ช่วยชาติ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและท่องเที่ยวในประเทศ คาดว่าจะใช้เม็ดเงินในการดำเนินการ 35,000 ล้านบาท และโครงการประชารัฐสร้างไทย เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้กองทุนหมู่บ้านระดับ A B C หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ซึ่งเราเห็นว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะรับมือกับมรสุมลูกใหญ่ที่กำลังถาโถมเข้ามา จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องออกมาตรการที่เป็นยาแรงมาประคับประคองเศรษฐกิจ