
มองจีน หลังโรคระบาด
คอลัมน์ลวดลายมังกร โดย... มาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ผู้บริหารสายงาน China Business ธนาคารไทยพาณิชย์ หน้า 4 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3546 วันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ 2563
โรคระบาดครั้งนี้กำลังเป็นวิกฤติเศรษฐกิจขั้นรุนแรงของจีน เพราะผลกระทบเจาะตรงไปที่การบริโภคภายในและภาคธุรกิจ SMEs ในวงกว้าง จุดพีกอาจไม่ใกล้อย่างที่คิด ดังนั้นรัฐบาลจีนจะต้องออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยคาดว่าจะเน้นไปที่การกระตุ้นการบริโภค การใช้มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือธุรกิจ การอัดฉีดสภาพคล่องขนานใหญ่ และที่สำคัญจะต้องเร่งการลงทุนพัฒนาระบบสาธารณสุข
สำหรับเมืองอู่ฮั่นเองน่าจะได้รับเม็ดเงินมหาศาลเพื่อเปลี่ยนโฉมเป็นเมืองระดับนานาชาติ ในด้านสังคมเชื่อว่าจะเกิดกระแสการรักษาสุขอนามัยเป็นวงกว้าง ทำให้มีความต้องการบริโภคสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพและสุขอนามัยเพิ่มเป็นทวีคูณ และที่น่าจับตามองสำหรับประเทศไทยคือนักท่องเที่ยวจีนในอนาคตจะมีภาพลักษณ์ที่น่ารัก อีกทั้งจะมีชาวจีนคิดย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาก
จุดพีกอยู่ใกล้แค่ไหน - ผู้คนทั่วโลกกำลังจับตาว่าเหตุการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนาจะยุติลงเมื่อไร อาจารย์จงหนันซัน ผู้เชี่ยวชาญจีนที่ต่อสู้กับการระบาดของซาร์ส มองว่าเหตุการณ์น่าจะบรรเทาลงหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพราะโรคมีการฟักตัวไม่เกิน 14 วัน และรัฐบาลจีนได้ดำเนินมาตรการกักกันที่เข้มงวดฉับพลัน แต่ความขาดแคลนอย่างรุนแรงของเครื่องใช้ทางการแพทย์ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด กำลังเป็นตัวแปรสำคัญต่อเหตุการณ์ทั้งหมด จึงไม่แน่ว่าตัวเลขข้อมูลผู้ติดเชื้อที่เร่งขึ้นทุกวัน เป็นตัวเลขตกค้างของวันก่อนๆ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดีเพราะแสดงว่าการติดเชื้อระลอกใหม่มีน้อย หรือว่าเป็นตัวเลขปัจจุบันที่ต่ำกว่าความจริง ซึ่งจะเป็นสิ่งที่น่ากลัว
จากข้อมูลถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ แนวโน้มยังน่าเป็นห่วงอยู่ คือจำนวนการเพิ่มของผู้ติดโรคอยู่ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นทุกวัน จากช่วงแรกวันละ 400-500 ราย เร่งขึ้นล่าสุดวันละกว่า 2,800 ราย นอกจากนี้ รัฐบาลมณฑลหูเป่ยยังเปิดเผยข้อมูลจำนวนผู้ใกล้ชิดกับผู้ติดโรค คือกลุ่มเสี่ยง เป็นจำนวนล่าสุดกว่า 56,000 คน และมีรายงานการกักกันผู้คนในมณฑลอื่นเป็นวงกว้างทั่วประเทศ จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้ออยู่ใกล้จุดสูงสุด
ยอดเสียชีวิตอาจกระโดดอีกหลายเท่า - ไม่ว่าจุดพีกจะอยู่ใกล้หรือไกล กว่าสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ ยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนามีโอกาสกระโดดขึ้นอีกหลายเท่าตัว ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งประเทศอยู่ที่ 361 ราย แต่ที่น่าเป็นห่วงคือในบรรดาผู้ติดเชื้อกว่า 11,000 รายในมณฑลหูเป่ย (คิดเป็น 2 ใน 3 ของทั้งประเทศ) มีผู้ป่วยประเภทรุนแรง 1,223 ราย และประเภทรุนแรงขั้นวิกฤติ 478 ราย ซึ่ง 2 ตัวเลขนี้มีประกาศเฉพาะมณฑลหูเป่ย ผู้เขียนเกรงว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายลงมากก่อนจะคลี่คลาย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่พอทำให้ใจชื้นได้บ้างคือ จำนวนผู้รักษาหายต่อวันได้เร่งขึ้นมามากกว่าผู้เสียชีวิตแล้ว และจำนวนผู้เสียชีวิตในต่างประเทศยังมีน้อยมาก ตลอดจนตัวเลขผู้ติดเชื้อส่วนเพิ่มยังคงกระจุกตัวอยู่ในมณฑลหูเป่ย
จีนจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร - ผลกระทบของโรคระบาดไวรัสโคโรนานี้ มีความหนักหน่วงถึงขนาดที่ทำให้จีนเข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจแบบเต็มรูปแบบได้ ความหนักหน่วงของวิกฤติครั้งนี้อยู่ที่การไม่สามารถเปรียบเทียบอ้างอิงกับเหตุการณ์ใดๆ ในอดีตได้ รวมถึงโรคระบาดซาร์สเมื่อ 17 ปีที่แล้ว และการระบาดในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันเศรษฐกิจจีนต้องพึ่งพาการบริโภคในประเทศเป็นหลัก
อีกทั้งมีสัดส่วนของภาคธุรกิจ SMEs กว่า 60% ของ GDP ซึ่งเปราะบางต่อการปิดเมืองแทบทั้งประเทศเป็นเวลาหลายสัปดาห์ นักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งของสถาบัน
Chinese Academy of Social Science ของจีนได้รายงานไว้ว่าโรคระบาดครั้งนี้อาจทำให้ GDP หายไป 1% ในไตรมาสที่ 1 ทั้งนี้มีสมมติฐานว่าโรคระบาดจะพีกในกลางเดือนกุมภาพันธ์ และจบในต้นเดือนมีนาคม ซึ่ง ณ ตอนนี้ต้องมองว่าเป็นกรณีดีมาก
รัฐบาลจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากโรคระบาดครั้งนี้แน่นอน
แต่คำถามคือจะกระตุ้นแบบสุดตัวหรือแบบค่อยเป็นค่อยไป หากกระตุ้นมากไปก็จะประสบปัญหาฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ในภายหลังอีก หากกระตุ้นน้อยไปจะมีความเสี่ยงเข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจ ในวันนี้ยังตอบไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับว่าโรคระบาดจะบรรเทาลงอย่างใด
และเมื่อไร
แต่โดยรวมมาตรการกระตุ้นคงเน้นไปที่การกระตุ้นการบริโภคในรูปแบบต่างๆ การใช้มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือธุรกิจที่ประสบความลำบาก ตลอดจนการอัดฉีดสภาพคล่องขนานใหญ่ ซึ่งเริ่มแล้วสำหรับตลาดหุ้น และที่สำคัญจะเร่งการลงทุนพัฒนาระบบสาธารณสุข ตลอดจนนโยบายปฏิรูปธุรกิจ healthcare ที่เปิดกว้างมากขึ้น
สำหรับเมืองอู่ฮั่นเอง จากประสบการณ์วิกฤติในอดีต ผู้เขียนขอคาดการณ์ว่าจะได้รับเม็ดเงินและนโยบายสนับสนุนจำนวนมหาศาล ทำให้อู่ฮั่นขยับจากเมืองสำคัญระดับภูมิภาคขึ้นมาเป็นเมืองระดับนานาชาติ จนกลายเป็นเมืองที่น่าดึงดูดต่อการลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุดเมืองหนึ่ง
ในด้านสังคม เชื่อว่าจะเกิดกระแสการรักษาสุขอนามัยในหมู่ชาวจีนเป็นวงกว้าง ทำให้มีความต้องการบริโภคสินค้าเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพและสุขอนามัยเพิ่มเป็นทวีคูณ นักท่องเที่ยวชาวจีนในอนาคตจะมีภาพลักษณ์ที่น่ารักเพิ่มขึ้น และที่สำคัญน่าจับตามองสำหรับประเทศไทยคือจะมีชาวจีนคิดย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นมากจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ผู้เขียนขอส่งกำลังใจให้ชาวอู่ฮั่นและประเทศจีนพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด
หมายเหตุ: ความเห็นในบทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรที่ผู้เขียนสังกัดอยู่แต่อย่างใด ผู้อ่านสามารถแสดงความเห็นได้ที่ facebook: manop sangiambut
เกี่ยวกับผู้เขียน: มาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ผู้บริหารธุรกิจจีน มีประสบการณ์เกี่ยวกับการลงทุนและการเงินในประเทศจีนกว่า 15 ปี ในอดีตเคยเป็นนักวิเคราะห์หุ้นจีน เอ แชร์ และข้าราชการกระทรวงการคลัง จบการศึกษาปริญญาตรีด้านสารสนเทศการบัญชี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท MBA จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน สหรัฐอเมริกา






